ครม.อนุมัติวงเงิน1.9ล้านล้าน
1.การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง เช่น โครงการรถไฟทางคู่
2.การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรใน กทม.และปริมณฑล
3.การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวง เพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญ เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
4.การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ เช่น ท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 ท่าเรือ จ.อ่างทอง ท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ จ.กระบี่ และเกาะสมุย ท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3
5.การเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต แม่สอด และโครงการก่อสร้างสนามบินเบตง จ.ยะลา
กระทรวงคมนาคมยังได้รายงานเป้าหมายตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง 8 ปีว่า เมื่อสำเร็จตามแผนจะลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลงเหลือ 2% ในปี 2570 จากปัจจุบัน 14.4% สัดส่วนผู้เดินทางระหว่างจังหวัดโดยรถยนต์ส่วนบุคคลลดลงเหลือ 40% ในปี 2570 จากปัจจุบัน 59% ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟขนส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 39 กิโลเมตร (กม.) ต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้นเป็น 60 กม.ต่อชั่วโมง ส่วนความเร็วเฉลี่ยของขบวนรถโดยสารจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 กม.ต่อชั่วโมง จากปัจจุบันอยู่ที่ 60 กม.ต่อชั่วโมง นอกจากนี้ สัดส่วนการขนส่งทางรางจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 5% ในปี 2570 จากปัจจุบัน 2.5% การขนส่งทางน้ำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 19% จากปัจจุบัน 15% และยังสามารถลดการสูญเสียจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลงไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี และความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานในกรุงเทพมหานคร ทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิจะเพิ่มขึ้นเป็น 90 ล้านคน ในปี 2559 จากปัจจุบัน 63 ล้านคน อย่างไรก็ตามสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นว่า การดำเนินโครงการภายใต้แผนงานฯดังกล่าว เห็นควรให้เสนอ ครม.พิจารณาเป็นรายโครงการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้ทั้งเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจอาเซียนและเศรษฐกิจหลายประเทศตกหมด อินเดียก็ตก อเมริกาก็ตก ส่วนของไทยตก แต่ไม่มากเท่าประเทศอื่น และที่ตกของไทยก็คือธุรกิจสีเทาที่ตก เพราะเศรษฐกิจชั้นล่างหายไป แต่เศรษฐกิจไทยไม่มีความต่อเนื่อง จึงต้องทำให้เป็นแพ็กเกจให้ได้ และจะส่งเสริมความเข้มแข็งด้วยธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) แต่ต้องให้คนกลับเข้ามาในระบบ เพราะมีเอสเอ็มอีไม่ได้จดทะเบียนกว่า 2 ล้านธุรกิจแล้วก็มาโวยวายว่าเข้าไม่ถึงแหล่งทุน ก็เพราะไม่จดทะเบียนใครจะช่วยได้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้หารือถึงตัวเลขการส่งออกเดือน ก.พ.ที่ติดลบ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นพบว่าการติดลบของไทยอยู่ในช่วงกลางๆ.ขอบคุณข้อมูลจาก : ไทยรัฐออนไลน์