กระแสเงินทุนต่างชาติ หรือฟันด์โฟลว์ ที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในช่วงกว่า 2 เดือนย้อนหลัง โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค. - 5 พ.ค.ด้วยมูลค่ารวม 31,813 ล้านบาท สวนทางกับ 4 เดือนก่อนหน้า (พ.ย 56-ก.พ. 57) ที่ต่างชาติขนเงินออกรวมแล้วกว่า 1.24 แสนล้านบาท เหตุใด 3 เดือนที่ผ่านมา ฟันด์โฟลว์จึงไหลกลับไทย "ประชาชาติธุรกิจ" ได้พูดคุยกับ "ปริญญ์ พานิชภักดิ์" กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) หรือ CLSA ผู้ทำหน้าที่ตัวกลางเชื่อมโยงนักลงทุนต่างชาติกับตลาดหุ้นไทย ให้ฉายภาพมุมมองต่างชาติต่อตลาดหุ้นไทยในปีนี้ และอีก 3-5 ปีข้างหน้า ที่ฟันธงว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยยังพุ่งได้อีกไกล @ต่างชาติมองตลาดหุ้นไทยตอนนี้และในอนาคตอย่างไร หลายคนยังแปลกใจที่ดัชนีหุ้นไทยตอนนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดจากต้นปีที่ดัชนีปรับลดลงอย่างหนักแตะระดับ 1,200จุด จากความวิตกต่อปัญหาการเมืองไทย แต่ในช่วงเวลาเดียวกันก็มีบางกองทุนเข้ามาช้อนซื้อด้วย โดยเฉพาะกองทุนขนาดใหญ่ที่เน้นลงทุนระยะยาว 3-5 ปี เช่น กลุ่มทิมเบอร์ตัน กลุ่มอเบอร์ดีน หรือบางกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนตลาดในประเทศเป็นหลัก อย่างต้นโพธิ์ฟันด์ที่บริหารโดย คุณอธิไกร จาติกวณิช ซึ่งเข้าซื้อสะสมมาตั้งแต่ต้นปี แม้กองทุนต่างประเทศส่วนใหญ่กลับถือเงินสดไว้จำนวนมาก เพื่อรอจังหวะซื้อช่วงดัชนีย่อตัวต่ำกว่า 1,300-1,350 จุด ซึ่งต่างชาติจะเลือกลงทุนเป็นรายตัวมากกว่าดูกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในหุ้นที่ไม่ถูกกระทบจากปัญหาการเมือง อีกอย่างตอนนี้ นักลงทุนต่างชาติก็เริ่ม เชื่อว่า บรรยากาศการเมืองไทยใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของการต่อสู้รอบนี้แล้ว เขามองเหมือนหนังที่มีหลายภาค และภาคนี้กำลังจะจบแล้ว สำหรับนักลงทุนต่างชาติแล้ว เขาต้องการเห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเท่านั้น ซึ่งไม่ได้สนใจว่าจะเป็นคนจากฝั่งไหน ข้อดีอีกอย่างในเวลานี้คือ ต่างชาติยังไม่ได้มองตลาดหุ้นไทยแบบ Overweight หรือให้น้ำหนักมากนัก ดังนั้น หลังจากนี้ หากภาวะตลาดมีความชัดเจนมากขึ้น ก็ย่อมจะเห็นฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาได้อีก @ความน่าสนใจตลาดหุ้นไทยอยู่ตรงไหน ผมยังเชื่อมั่นว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ยังมีโอกาสจะปรับตัวสูงขึ้นอีก และเป็นจุดดึงดูดต่างชาติที่มองระยะยาวเข้ามา โดยมีเหตุผล 3 ประการ คือ ประการแรก จำนวนประชากรไทย ที่ปัจจุบันแม้จะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมากขึ้น แต่ประชากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัย 30-40 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงาน มีกำลังใช้จ่ายและเป็นแรงหนุนกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างดี สอง การขยายตัวของเมืองออกสู่พื้นที่นอกกรุงเทพฯ หรือ Urbanization มากขึ้น ทั้งจากความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นและความต้องการของภาคธุรกิจ ถ้าไปคุยกับนักลงทุนญี่ปุ่น จะมองว่า ไทยได้เปรียบในเรื่องทำเลที่อยู่ตรงกลางอาเซียน และมีไฟฟ้า ถนนหนทางดีกว่าเพื่อนบ้าน ดังนั้นนักลงทุนญี่ปุ่นจึงนำเงินเข้ามาลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งฟันด์โฟลว์ก็จะไหลกลับเข้าไทยตามเอฟดีไอ ถ้าได้คุยกับผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าต่าง ๆ จะทราบว่า นักลงทุนต่างชาติยังไม่ได้หนีออกจากไทย แต่เขาเพียงชะลอการลงทุนเพื่อรอดูปัจจัยการเมืองให้ชัดเจนก่อน ส่วนประการที่สามคือ การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ทุกคนรู้กันแล้วว่าจะเกิดในปีหน้า ซึ่งหลายอย่างก็ดำเนินการไปมากแล้ว เช่น กำแพงภาษีก็หมดไปแล้ว แต่ธีมนี้จะมีส่วนกระตุ้นอย่างมากให้บริษัทไทยกล้าออกไปลงทุนหรือค้าขายในตลาดต่างประเทศมากขึ้นและเร็วขึ้นผ่านการมองภาพตลาดที่มีประชากรรวมกันกว่า 600-700ล้านคน ดังนั้นจึงได้เห็นการควบรวมกิจการของบริษัทไทยบางกลุ่มมากขึ้น เช่น กลุ่มปูนซิเมนต์ไทย กลุ่มซีพี ไทยเบฟฯ เซ็นทรัล โฮมโปร เป็นต้น @การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ยังเป็นจุดดึงดูดต่างชาติได้มั้ย ผมเชื่อว่าหากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองยุติลง เรื่องการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของไทยก็จะเกิดขึ้น เพราะเรื่องนี้พูดกันมาทั้งในรัฐบาลนี้และรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็พูดเรื่องรถไฟความเร็วสูงมาแล้ว ดังนั้นไม่ว่าฝั่งไหนจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็จะไม่ทิ้งเรื่องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคอย่างแน่นอน ถ้าการเมืองชัดเจน ธุรกิจอสังหาฯ ศูนย์การค้า และก่อสร้าง ก็จะได้รับอานิสงส์ แต่เรื่องที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกันคือ การพัฒนาความสามารถในการผลิต ที่เรายังต่ำอยู่ และหากไทยสามารถยกระดับศักยภาพการผลิตได้ทั้งคนและเครื่องจักร ไทยก็จะน่าสนใจมากขึ้นอีก เพราะการพัฒนาเหล่านี้ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการลดลง และผลักดันให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทสูงขึ้นด้วย ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์