ค้นหาข่าว

เมย์แบงก์ชี้กอง CIS ติดภาษี เล็งส่งกองทุนลุย “Multi Asset”

IG google plus
FONT SIZE:

บลจ.เมย์แบงก์เผยกองทุนขายข้ามอาเซียนสะดุด ติดปัญหาภาษี หวั่นไม่เกิดประโยชน์แก่นักลงทุน เล็งไตรมาสแรกออกกองต่างประเทศเน้นลงทุนสินทรัพย์หลากหลายลดผันผวน แต่ให้ยิลด์ (Yeild) สม่ำเสมอ พร้อมแนะใช้ 4 กองอีทีเอฟกระจายเสี่ยง ระบุตลาดจีน-ญี่ปุ่นยังแรง ส่วนไทยต้องรอการเบิกจ่ายงบประมาณ นายตรีพล ภูมิวสนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อเสนอขายข้ามประเทศในกลุ่มอาเซียน (CIS) ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาร่วมกับ บลจ.เครือเมย์แบงก์ในต่างประเทศทั้งมาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยในส่วนของประเทศไทยยังติดปัญหาด้านภาษีซึ่งไม่ถือเป็นรายได้จากกองทุนรวม และจะถูกหักภาษีเงินได้เหมือนกับดอกเบี้ยจากการฝากเงิน ทั้งนี้ การออกกองทุนดังกล่าวบริษัทจะคำนึงถึงประโยชน์ของนักลงทุนเป็นหลัก ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการลงทุนในกองต่างประเทศแล้วกองทุนดังกล่าวมีต้นทุนทางภาษีน้อยกว่าการเสียค่าธรรมเนียมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน บริษัทก็จะดำเนินการจัดตั้งเพื่อเปิดขายต่อไปในอนาคต “อย่างประเทศมาเลเซียจะเสียภาษีจากการลงทุนส่วนนี้อยู่แล้ว ซึ่งในส่วนของไทยคงต้องมาดูก่อนเพราะปัจจุบันอย่างการลงทุนกองต่างประเทศจะเสียค่าฟีสองต่อ คือในส่วนของ บลจ.ไทย และ บลจ.ต่างประเทศที่เราเอาเงินเข้าไปลง ตรงนี้คงต้องเทียบกันว่าภาษีที่เสียกับค่าธรรมเนียมมันคุ้มกันหรือเปล่า”นายตรีพลกล่าว นายตรีพล กล่าวอีกว่า นอกจากแผนการออกกองทุนข้างต้นแล้ว บริษัทยังมีแผนเตรียมออกกองทุนใหม่อีก 2 กองทุน คือ กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ และกองทุนหุ้นไทย โดยในส่วนของกองทุนต่างประเทศคาดว่าจะเปิดขายได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนกองหุ้นไทยนั้นคาดว่าจะเปิดขายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี สำหรับกองทุนหุ้นต่างประเทศนั้นจะมีรูปแบบการลงทุนที่สามารถลดความผันผวนของนักลงทุน แต่จะเป็นกอทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และต้องชนะอัตราเงินเฟ้อ โดยที่ความเสี่ยงจะต้องคุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งจะเป็นการลงทุนใน Muti Asset ที่เป็นสินทรัพย์หลากหลายชนิดที่แตกต่างกันในกองทุนเดียว “กองทุนแบบนี้มีเยอะในต่างประเทศ ซึ่งเครือเมย์แบงก์ได้เริ่มเปิดขายแล้วในมาเลเซีย โดยสินทรัพย์เหล่านี้ถึงจะผันผวนแต่เมื่อรวมอยู่ในพอร์ตเดียวกันแล้วจะช่วยลดความผันผวนได้ เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละประเภทมักจะขึ้นลงไม่เหมือนกัน แต่จะมีจุดตัดค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนที่เราตั้งไว้ตัดกันพอดี” นายตรีพลกล่าวอีกว่า นอกจากกองทุนใหม่ที่จะเปิดขายแล้ว บริษัทอยากแนะนำให้นักลงทุนหันมาให้ความสำคัญต่อกองทุนอีทีเอฟ เนื่องจากกองทุนอีทีเอฟนั้นจะสามารถช่วยนักลงทุนกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนจากการลงทุนได้เช่นกัน

“ความจริงกองอีทีเอฟสามารถช่วยนักลงทุนได้ในการกระจายความเสี่ยง เพราะแต่ละตลาดมันจะมีปัจจัยต่างกัน ซึ่งถ้านักลงทุนใช้กองทุนประเภทนี้เป็นก็จะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนของตน” ตลาดเกิดใหม่-ญี่ปุ่นมาแรง นายตรีพล กล่าวอีกว่า แนวโน้มการลงทุนในปีนี้เท่าที่ประเมินนั้นหุ้นในตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะประเทศจีน และตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะมีความน่าสนใจมากสุด ส่วนหุ้นไทยเองยังคงน่าสนใจที่จะลงทุนแต่จะต้องจับตาดูเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบการลงทุนได้ทันหรือไม่ ขณะที่การลงทุนในยุโรป และสหรัฐอเมริกายังต้องจับตาดู เพราะหลังจากสหรัฐฯ ลด QE ลงก็ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในยุโรปด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ โดยส่วนตัวแล้วในช่วงปลายปีที่ผ่านมาให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่เป็นอันดับแรก อันดับที่ 2 คือการลงทุนในหุ้นไทย 3. การลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น และ 4. กลุ่มประเทศยุโรป สุดท้ายเป็นการลงทุนในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สำหรับหุ้นไทยนั้นคาดว่าอาจมีการปรับลดน้ำหนักการลงทุนลงเล็กน้อย เนื่องจากมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐอาจล่าช้าออกไปเหมือนในอดีตที่มักจะมีปัญหาและไม่สามารถเบิกจ่ายงบได้ทัน ขอบคุณแหล่งข่าว ผู้จัดการออนไลน์

แสดงความคิดเห็น
ติดตามข่าวด่วน บทความอสังหาฯ การลงทุนบน Facebook คลิ๊กที่นี่

Recommended


Close