ค้นหาข่าว

ตลาดตราสารหนี้ไทยปี2558 สามประเด็นหลักน่าจับตามอง

IG google plus
FONT SIZE:

 

แม้ภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาจะยังฟื้นตัวได้ไม่ดีมากนัก แต่บรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยกลับมีความคึกคักและปรับตัวดีขึ้นในหลายด้าน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีมูลค่าการซื้อขายตราสารหนี้ (ช่วงเดือน ม.ค.-พ.ย.) เฉลี่ย 78,000 ล้านบาท/วัน และมีมูลค่าคงค้างหรือขนาดของตราสารหนี้ไทย (ณ สิ้นเดือน พ.ย. 57) อยู่ที่ 9.24 ล้านล้านบาท


 

ประเด็นแรก คือ เรื่องของแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

ยังไม่น่าจะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ในปี 2558 ประกอบกับขณะนี้เริ่มมีสัญญาณของภาวะเงินฝืดเกิดขึ้นในหลายประเทศ ทำให้คาดว่าในปี 2558 ธนาคารกลางของหลายประเทศยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ด้วยการคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว เม็ดเงินจากมาตรการอัดฉีดเหล่านี้มีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยดังที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้จึงคาดว่าเม็ดเงินต่างชาติมีโอกาสที่จะไหลตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2558

 

ประเด็นถัดมา คือ แนวโน้มของทิศทางดอกเบี้ยในประเทศไทย

โดยล่าสุด ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ทำการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยสำหรับปี 2557 เหลือเพียง 1.5% และ 1% ตามลำดับ ตามการส่งออกที่ฟื้นตัวได้ช้าเนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทยยังซบเซา ขณะที่การบริโภคของภาคครัวเรือนในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากหนี้ภาคครัวเรือนที่มีอยู่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้แล้วแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในปี 2558 ที่คาดว่าจะมีไม่มากนัก ทำให้ดอกเบี้ยในประเทศไทยน่าจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงมีโอกาสที่จะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายได้เช่นกัน หากตัวเลขเศรษฐกิจตลอดทั้งปี 2557 ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ตลาดตราสารหนี้ยังคงเป็นที่สนใจทั้งกับผู้ลงทุน และบริษัทเอกชนที่ระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ ทำให้ราคาตราสารหนี้มีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางของดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำและมีโอกาสปรับตัวลดลงค่ะ นอกจากนี้แล้วในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ผลประกอบการของบริษัทเอกชนมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจมีผลให้ราคาหุ้นเกิดความผันผวน และน่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การลงทุนในตราสารหนี้กลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

 

ประเด็นที่สาม คือเรื่องของการลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก

ที่จะเริ่มตั้งแต่เดือน ส.ค. 2558 เป็นต้นไป จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท (ต่อ 1 บัญชี /ต่อ 1 ธนาคาร) เหลือไม่เกิน 25 ล้านบาท (ต่อ 1 บัญชี / ต่อ 1 ธนาคาร) ดังนั้น การฝากเงินในจำนวนที่เกิน 25 ล้านบาทขึ้นไป (ส่วนใหญ่เป็นเงินฝากของกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่) จะถือว่าไม่ใช่ช่องทางลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำอีกต่อไป เนื่องจาก หากสถาบันการเงินที่รับฝากเงินเกิดปัญหาหรือล้มละลาย ผู้ฝากเงินจะไม่ได้รับความคุ้มครองในเงินฝากส่วนที่เกิน 25 ล้านบาท เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เงินฝากส่วนนี้จึงมีแนวโน้มที่จะย้ายไปสู่การลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่ำไม่ต่างกับการฝากเงิน แต่ให้ผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่า ดังนั้น จึงคาดว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้สำหรับปี 2558 น่าจะมีความคึกคักต่อเนื่อง และน่าจะมีส่วนทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวสูงขึ้นได้อีก ตามความต้องการลงทุน (Demand) ที่เพิ่มมากขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นๆ นอกจาก 3 ปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมกับกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลายประเภท (ตราสารหนี้, หุ้น, ตราสารอื่นๆ) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มเติมได้ที่ : www.TerraBKK.com

Facebook : TerraBKK Facebook

Google+ : TerraBKK Google+

Twitter : TerraBKK Twitter

แสดงความคิดเห็น
ติดตามข่าวด่วน บทความอสังหาฯ การลงทุนบน Facebook คลิ๊กที่นี่

Recommended


Close