ถึงแม้บริษัททั่วโลกต่างแถลงการณ์แสดงถึงความสำเร็จของวัคซีน อย่างไรก็ตามต้องรอดู “ผลข้างเคียงระยะยาว” จากผู้ทดลองว่ามีผลข้างเคียงหรือไม่ ซึ่งถ้าพบอาการ ก็ยังไม่สามารถใช้วัคซีนสาธารณชนได้

ขณะที่โลกกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ระบาดอย่างหนัก ทางรัฐและเอกชนหลาย ๆ ประเทศต่างเริ่มกดดันเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อที่จะให้ผู้คนสามารถกลับมาอยู่แบบปกติได้เหมือนเดิม

ล่าสุดข้อมูลจากสำนักข่าว “Regulatory Affairs Professional Affairs” (RAPA)รายงานว่ามีบริษัทและองค์กรทั่วโลกถึง 50 แห่งที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองวัคซีน ซึ่งผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมบริษัทที่กำลังอยู่ในขั้นตอนระยะที่ 3 หรือระยะสุดท้ายก่อนสามารถผลิตได้ ดังนี้

บริษัท “Pfizer” และ “BioNTech” เป็นบริษัทเภสัชกรรมแรกของโลกที่ได้เผยแพร่ผลการทดลองที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มทดลองขนาดใหญ่ ซึ่งทางบริษัทได้แถลงการณ์เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า วัคซีนป้องกันการติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 ได้สูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และจากการทดลองในกลุ่มตัวอย่าง 44,000 คน ไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง มีแค่ผู้ทดลองบางคนที่มีอาการป่วยเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของวัคซีนคือต้องเก็บในตู้เย็นอุณหูมิต่ำถึง -70 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้การจัดเก็บและการขนส่งเป็นไปอย่างยากลำบากมาก

ถึงแม้จะมีข่าวที่วัคซีนที่สามารถป้องกันโควิด-19 ได้ในประสิทธิภาพสูง แต่ “ดร.คาวิต้า พาเทล” อาจารย์แพทย์จากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอ็นบีซีว่า กระบวนการทดลองวัคซีนถูกเร่งความเร็วเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึง “ความหวัง” ของมนุษยชาติว่าวัคซีนไม่ไกลเกินเอื้อม

อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานถึงผลข้างเคียงระยะยาว และทางองค์การอาหารและยาทั่วโลกต่างต้องรอสังเกตผลข้างเคียงระยะยาวว่ามีความอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ซึ่งถ้าหากอันตรายก็ไม่สามารถปล่อยวัคซีนออกมาต่อสาธารณชนได้

SOURCE : www.prachachat.net