ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาททยอยแข็งค่า หลังขยับอ่อนค่าลงช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ตามแรงขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนในฐานะสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางท่าทีที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ-จีน อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยฟื้นตัวขึ้นในช่วงต่อมา โดยมีแรงหนุนจากทิศทางของสกุลเงินในภูมิภาคที่แข็งค่าขึ้นรับข่าวการพัฒนาวัคซีนรักษาโควิด-19 และการทยอยปลดล็อกกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศ (รวมไทย) ทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทชะลอลงบางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ตลาดรอติดตามแนวนโยบายของสหรัฐฯ ต่อกรณีที่จีนประกาศบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ในฮ่องกง

ในวันศุกร์ (29 พ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.81 เทียบกับระดับ 31.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (22 พ.ค.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (1-5 มิ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.70-32.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สัญญาณความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 และการปลดล็อกเศรษฐกิจในประเทศระยะที่ 3 ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิต-ภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนเดือนพ.ค. รายจ่ายด้านการก่อสร้าง ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนเม.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดอาจรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป ดัชนี PMI ภาคการผลิต-ภาคบริการเดือนพ.ค. ของจีน ญี่ปุ่น และยูโรโซน และอัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนพ.ค. ด้วยเช่นกัน

ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย หุ้นไทยปรับตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,342.85 จุด เพิ่มขึ้น 2.98% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 77,688.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.22% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 4.09% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 284.87 จุด

หุ้นไทยปรับตัวขึ้นช่วงต้น-กลางสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการคลายล็อกเศรษฐกิจของไทยและต่างประเทศ รวมถึงความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนรักษาไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ดี หุ้นไทยย่อตัวลงในเวลาต่อมา หลังสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อทางการจีนมีมติเห็นชอบบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ในฮ่องกง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ การพิจารณาปลดล็อกกิจกรรม/กิจการในประเทศระยะ 3 มีส่วนช่วยหนุนหุ้นไทยให้ปรับตัวขึ้นอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (1-5 มิ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,320 และ 1,300 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,355 และ 1,380 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนพ.ค. ของไทย สถานการณ์โควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิต-บริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนพ.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป รวมถึงดัชนี PMI เดือนพ.ค.ของยูโรโซนและจีน

SOURCE : www.prachachat.net