อัตราเงินเฟ้อแตะระดับเกือบ 10,000% ในเวเนซุเอลาในปี 2019 จากสถิติอย่างเป็นทางการของรัฐบาลที่เผยแพร่ในวันพุธ(5ก.พ.) อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าต่ำกว่า 20,000% ที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศประมาณการเอาไว้ แต่มันยังคงเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ยากแสนสาหัสของผู้คนในประเทศแห่งนี้

ธนาคารกลางเวเนซุเอลาระบุว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 9,585% สูงกว่าตัวเลข 7,374% ที่ทางรัฐสภาซึ่งฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้

ภาวะอภิมหาเงินเฟ้อเกิดขึ้นในระหว่างขวบปีที่เงินโบลิวาร์อ่อนค่าลงถึง 98.6% เป็นผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯกลายเป็นสกุลเงินทางเลือกภายในเวเนซุเอลา

ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางเวเนซุเอลาปิดปากเงียบมาตลอด 3 ปี ทุกครั้งที่ถูกถามเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม 2019 พวกเขาแถลงตัวเลขเงินเฟ้อ 130,000% ในปี 2018 และยอมรับว่าจีดีพีของประเทศลดฮวบลงกว่าครึ่งนับตั้งแต่ปี 2013

เวเนซุเอลาประสบกับภาวะถดถอยมานานกว่า 5 ปีและวิกฤตเศรษฐกิจได้ทำลายมูลค่าเงินเดือนและเงินออมของประชาชนยับเยิน ส่งผลให้ตัวเลขคนยากจนพุ่งสูงขึ้นและประชาชนมากกว่า 4 ล้านคน ตัดสินใจหลบหนีความขัดสนอพยพออกนอกประเทศ

ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร กล่าวโทษวิกฤตทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา ไปที่มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯที่กำหนดเล่นงานประเทศแถบอเมริกาใต้แห่งนี้

น้ำมันคิดเป็นแหล่งรายได้ราว 96%ของเวเนซุเอลา แต่ปัจจุบันพวกเขาผลิตน้ำมันเพียง 900,000 บาร์เรลต่อวัน จากระดับสูงสุดที่เคยมีกำลังผลิตสูงสุดถึง 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อทศวรรษก่อน

อย่างไรก็ตามฝ่ายตรงข้ามมาดูโร กล่าวโทษรัฐบาลต่อกำลังผลิตน้ำมันที่ลดลงของเวเนซุเอลาว่าบริหารจัดการผิดพลาด เช่นเดียวกับใช้นโยบายกดขี่และล้มเหลวในการทะนุบำรุงโครงสร้างพื้นฐานของประะเทศ หลังเกิดไฟฟ้าดับอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะตามภูมิภาคต่างๆทางตะวันตก

นอกจากปัญหาทางเศรษฐกิจแล้ว เวเนซุเอลายังต้องผจญกับวิกฤตทางการเมือง ด้วย ฮวน กวยโด ผู้นำฝ่ายค้าน อ้างตนว่าเป็นประธานาธิบดีรักษาการและได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆกว่า 50 ชาติ