นายกสมาคมผู้ซื้อบ้านร้องนายกฯพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลดภาษี-ดอกเบี้ยเงินกู้-ค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง ให้กับผู้ซื้อบ้านมือสอง ชี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลชัดเจนกว่า ซีอีโอ”อีอาร์เอ” ขานรับเป็นเรื่องที่ดี  

           จากที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองเหลือ 0.01% ให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรรหรือโครงการอาคารชุดของผู้ประกอบการ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 พร้อมทั้งออกโครงการ”บ้านดีมีดาวน์” สนับสนุนเงินเพื่อลดภาระการผ่อนดาวน์ จะโอนเงินคืนให้ 50,000 บาท แก่ผู้ที่ลงทะเบียนร่วมโครงการซึ่งกำหนดไว้ 1 แสนราย หวังสนับสนุนให้คนไทยได้มีบ้าน เน้นที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จแล้วและไม่กำหนดราคา

           มาตรการดังกล่าวมีผู้ประกอบการอสังหาฯมองว่าส่งผลดีต่อบริษัทพัฒนาอสังหาฯรายใหญ่ ซึ่งมีสต๊อคบ้านจัดสรรและอาคารชุดสร้างเสร็จพร้อมขายจำนวนมากกว่าผู้ประกอบการรายเล็ก นอกจากนี้ลูกค้าของบริษัทรับสร้างบ้าน และการซื้อขายบ้าน-คอนโดมือสองระหว่างบุคคลต่อบุคคล ก็ไม่อยู่ในข่ายที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นดังกล่าวด้วย ทั้งที่กำลังซื้อในตลาดดังกล่าวมีจำนวนไม่น้อย

           ก่อนหน้านี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ประเมินว่าบ้านมือสองในกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2562 มีจำนวนประมาณ 65,000 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของที่อยู่อาศัยที่คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2562 ที่มีมูลค่าราว 143,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน30% ของมูลค่าที่อยู่อาศัยที่คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2562

 
 

           นายโสภณ พรโชคชัย ในฐานะนายกสมาคมผู้ซื้อบ้านพร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคมฯ ได้ยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี “ขอให้ผู้ซื้อ-ขายบ้านมือสองได้รับสิทธิ์ในมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง” ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล โดยระบุว่า จากผลการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย ณ กลางปี 2562 มีที่อยู่อาศัยที่ยังเหลือขายในมือของผู้ประกอบการ 204,585 หน่วย รวมมูลค่า 885,414 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่เหลือขายนี้ส่วนใหญ่ 67% เป็นของบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ประโยชน์ที่จะได้จากการลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมจะตกแก่บริษัทมหาชนเป็นหลัก ในขณะที่บริษัทพัฒนาที่ดินที่เป็นธุรกิจขนาดย่อยหรือขนาดเล็ก อาจจะได้รับประโยชน์น้อยกว่า เพราะมีหน่วยขายน้อยกว่า

“ตามหลักการบริหารประเทศ รัฐบาลควรสนับสนุนบริษัทเอสเอ็มอี เป็นสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

           สมาคมผู้ซื้อบ้านจึงขอเสนอให้รัฐบาลลดภาษีและค่าธรรมเนียมให้กับการซื้อบ้านของภาคประชาชนกันเอง หรือการซื้อขายบ้านมือสอง เพื่อกระตุ้นให้มีการซื้อขาย เพื่อนำเงินไปใช้หนี้ หรือประกอบธุรกิจอื่นใด อันจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริงและเห็นผลได้ชัดเจนกว่าการกระตุ้นโดยให้ซื้อบ้านกับผู้ประกอบการเท่านั้น  นอกจากนี้มาตรการการช่วยเหลือประชาชนนี้ ยังแสดงถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติโดยเอาประชาชนเป็นที่ตั้งอีกด้วย

           สำหรับโครงการ “บ้านดีมีดาวน์” สนับสนุนเงินเพื่อลดภาระการผ่อนดาวน์ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการเพราะไม่ใช่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเป็นเพียงการช่วยเร่งการขายให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่มากว่าการให้ประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป

           นอกจากนี้ สมาคมผู้ซื้อบ้านยังเสนอแนะว่าควรลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง แม้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ว่าลดแล้วก็ยังสูงมากอยู่ดี  ในต่างประเทศต่างก็มีส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากน้อยมาก  รัฐบาลจึงควรเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อลดดอกเบี้ยลงสัก 2% เพราะปกติธนาคารก็มีรายได้มากมายจากกิจการที่ไม่ใช่การฝาก-กู้ยืมเงินอยู่แล้ว  หรือไม่ก็เปิดโอกาสให้ธนาคารต่างชาติมาแข่งขันซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยลดลงอย่างชัดเจน  หากลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ได้ เศรษฐกิจก็จะฟื้นคืนได้

วรเดช ศิวเตชานนท์

วรเดช ศิวเตชานนท์

           ด้านนายวรเดช ศิวเตชานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีอาร์เอ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารเครือข่ายการตลาดและการขายอสังหาริมทรัพย์ในระบบแฟรนไชส์ กล่าวว่า หากรัฐบาลช่วยตลาดบ้านมือสองก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่มาตรการลดภาษีให้กับผู้ซื้อ-ผู้ขายบ้านมือสองเป็นเรื่องยาก เพราะนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ไม่ชัดเจนเหมือนกับฝั่งบริษัทพัฒนาที่อยู่อาศัย เนื่องจากไม่มี พ.ร.บ.นายหน้าอสังหาฯแบบเดียวกับพ.ร.บ.นายหน้าประกันชีวิต, นายหน้าประกันภัย สำหรับธุรกิจบ้านมือสองในปัจจุบันสถานการณ์ค่อนข้างคงที่ เติบโตในอัตราที่ชะลอลง ขึ้นกับความไว้วางใจในการทำธุรกรรมระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ   

ขอบคุณข้อมูลจาก www.thansettakij.com