ฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สะท้อนภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพ มหานครปี 2562 พบว่ามีซัพพลายคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ทั้งสิ้นประมาณ 44,662 ยูนิต ด้วยมูลค่าการพัฒนาที่ประมาณ 219,180 ล้านบาท  ลดลงจากในปีก่อนหน้าที่มีการเปิดตัวสูงถึง 66,021 ยูนิต ที่ประมาณ 33.4%   อุปทานเปิดขายใหม่กลับไปใกล้เคียงในปี  2562 ที่อยู่ที่ประมาณ 44,065 ยูนิต  ซึ่งทางแผนกวิจัย คอลลิเออร์ส คาดการณ์ว่าซัพพลายคอนโดฯที่จะเปิดขายใหม่ในปี 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 40,000-43,000 ยูนิต ซึ่งจะใกล้เคียงหรือปรับลดลงเล็กน้อยจากในช่วงปี 2562

           อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีกว่าในช่วงปี  2562 ตลอดทั้งปีตลาดคอนโดฯในกทม.อยู่ในช่วงชะลอตัวทั้งในส่วนซัพพลายที่เห็นถึงการปรับตัวของผู้ประกอบการที่ปรับลดการเปิดตัวโครงการใหม่ลงกว่า 40% จากแผนการพัฒนาเดิมและมีการปรับเลื่อนแผนการขายบางโครงการออกไปเป็นปีหน้า และพบว่าคอนโดมิเนียมประมาณ 44% หรือ 19,514 ยูนิต ของซัพพลายที่เปิดขายใหม่ ตั้งอยู่ในพื้นที่กทม.ชั้นนอก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ราคาที่ดินยังไม่สูงมาก และผู้ประกอบการสามารถขายในราคาที่ตํ่ากว่า ตร.ม.ละ 100,000 บาท ได้ โดยเฉพาะตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งพบว่ามีเพียงแค่  18 โครงการ หรือประมาณ  5,753 ยูนิตเท่านั้น ที่เปิดตัวในพื้นที่เมืองชั้นใน (สาทร, สีลม, สุขุมวิทตอนต้น)

           แต่อย่างไรก็ตาม มองว่า ในปี 2563 ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงเดินมองหาที่ดินในพื้นที่เมืองชั้นในเพื่อนำมาพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีดีมานด์ทั้งจากกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ และกลุ่มนักลงทุนทั้งชาวไทย
และต่างชาติอีกเป็นจำนวนมาก และยังคงเป็นทำเลที่ยังคงคุ้มค่าแก่การลงทุนทั้งในส่วนของผลตอบแทนจากการเช่าและอัตราการปรับเพิ่มขึ้นราคายังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แต่ทำเลนอกพื้นที่ใจกลางเมืองและพื้นที่กรุงเทพฯรอบนอกตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างก็เป็นอีกทำเลที่น่าจับตามองในปีหน้า เนื่องจากผู้ประกอบการยังสามารถพัฒนาโครงการในระดับราคา 50,000-100,000 บาทต่อตร.ม. เพื่อรองรับกำลังซื้อที่มองเห็นถึงโอกาสการลงทุนในระยาวเมื่อรถไฟฟ้าก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการโดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงพระราม 9 - ลำสาลี จะเป็นทำเลที่น่าจับตาที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในปี 2563

           คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในเขตกทม.ปีนี้มีอัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 46% หรือประมาณ 20,765 ยูนิต ปรับลดลงจากปีก่อนหน้าถึง 12%  และพบว่าผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ฯยังคงเป็นผู้เล่นหลักในตลาดคอนโดฯใน
กทม.ซึ่งมีอัตราการขายโครงการที่เปิดขายใหม่อยู่ที่ประมาณ 50% หรือประมาณ 14,693 ยูนิต สูงกว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กประมาณ 10% ที่มีอัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40% หรือ 6,072 ยูนิต โครงการที่เปิดขายใหม่ในช่วงระดับราคาเฉลี่ย 100,000- 200,000 บาทต่อตร.ม.มีอัตราขายเฉลี่ยมากที่สุดประมาณ 48% จากหน่วยที่ขายได้ทั้งหมดของคอนโดฯที่เปิดขายใหม่ในปี 2562 ที่ผ่านมา 

           รองลงมาคือคอนโดมิเนียมในช่วงระดับราคาเฉลี่ยตํ่ากว่า 100,000 บาทต่อตร.ม.มีอัตราขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 47%  
และระดับราคา 200,000 บาทต่อตร.ม.ขึ้นไปที่ประมาณ 36% ทางแผนกวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มองว่า ในปี 2563 ผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะยังคงเป็นผู้เล่นหลักในตลาคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความเชื่อมั่นในเรื่องชื่อเสียงของผู้ประกอบการ รวมถึงคุณภาพ ความสามารถในการแข่งขันที่ค่อนข้างได้เปรียบของผู้ประกอบการรายใหญ่ จะยังคงส่งผลดีต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯให้มีโอกาสในการแข่งขันที่ค่อนข้างได้เปรียบ

           สำหรับแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินแผนกวิจัย คอลลิเออร์ส มองว่ายังคงมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเปิดตัวโครงการใหม่อีกเป็นจำนวนมากและยังคงเป็นพื้นที่ที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิดเนื่องจากยังคงมีซัพพลายคงค้างในตลาดบนเส้นทางรถไฟฟ้าสายนี้จะยังคงมีอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสีส้ม (โดยเฉพาะช่วงพระราม 9 รามคำแหง ลำสาลี) ซึ่งจะเป็นอีกทำเลดาวเด่นที่น่าจับตามองในปีหน้า  และยังมีแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสีชมพู ก็จะเป็นแนวเส้นทางอีก  2 สาย ที่ค่อนข้างน่าสนใจในปีหน้า แต่สำหรับแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือถึงแม้ว่าในบางช่วงของแนวเส้นทางจะมีการเปิดทดลองให้บริการแต่เนื่องจากอุปทานที่เปิดขายใหม่ในปี 2561ที่ผ่านมากว่า 7,000 ยูนิต ส่งผลให้ยังมีอุปทานที่ยังคงค้างอยู่ในตลาดอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งในส่วนนี้ยังคงเป็นที่กังวลของ
ผู้ประกอบการ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.thansettakij.com