ค้นหาข่าว

โมเดลตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน คลอดกลางธ.ค.นี้

15/11/2019 อ่าน 520 คน

ขนาดตัวอักษร:

“สนธิรัตน์” เดินหน้านโยบายเร่งด่วน 3 เดือน เตรียมชง 8 เรื่องเข้ากพช.กลางธ.ค.นี้ มีทั้งหลักเกณฑ์การตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน โมเดล 1 เพื่อเศรษฐกิจฐานราก พร้อมด้วยหลักเกณฑ์การใช้เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน และการประกาศแก๊สโซฮอล์ 95 อี 20 เป็นน้ำมันพื้นฐานกลุ่มเบนซิน และผลักดันการเป็น LNG HUB ของอาเซียนในไตรมาสแรกปี 63 ควบคู่ไปกับการเร่งปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมัน-แก๊ส และการแก้ปัญหา PM 2.5 ผ่านการส่งเสริม B10, E20 และแพคเกจส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า

 

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ประชุมแผนขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน (Policy Quick Start) ของกระทรวงพลังงาน ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องวันนี้( 14 พ.ย.62)  เพื่อติดตามความคืบหน้านโยบายที่ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำกรอบการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดรูปธรรมโดยเร็วใน 8 เรื่องสำคัญ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) พิจารณาในวันที่ 4 ธันวาคม และหลังจากนั้นจะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานราวกลางเดือนธันวาคม 2562

 

                                        นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่เสนอกพช.นั้น เช่น  แนวทางการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน โมเดล 1 ซึ่งได้มีการติดตามเร่งรัดเพื่อให้ได้ข้อสรุปรูปแบบการจัดตั้งโดยเร็วว่าจะใช้รูปแบบใด เมื่อกพช.เห็นชอบแล้ว จะได้มีโมเดลออกมานำไปสู่การปฏิบัติได้จริง หรือออกประกาศหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการ และเริ่มดำเนินการได้ในต้นปี2563

 

อีกทั้ง เพื่อเป็นการสนับสนุนการส่งเสริมการตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน จะมีการเสนอหลักเกณฑ์การใช้เงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่มีการปรับปรุงใหม่ เพื่อเอื้อต่อการนำเงินมาสนับสนุนตั้งโรงไฟฟ้าชุมชนได้ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้มีมติปรับลดกรอบวงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานฯ ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2563-2567) เหลือ 50,000 ล้านบาท แบ่งการใช้จ่ายเป็นปีละ 10,000 ล้านบาท จากกรอบวงเงินเดิมช่วงปี 2560-2564 อยู่ที่ 60,000 ล้านบาท และการปรับลดสัดส่วนเงินสำหรับโครงการที่เกี่ยวกับแผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานลงจาก 67% เหลือ 50% และไปเพิ่มวงเงินสำหรับโครงการที่เกี่ยวกับแผนพลังงานทดแทนจากเดิม 30% เป็น 47% ส่วนสัดส่วนวงเงินด้านแผนบริหารจัดการกองทุนอนุรักษ์พลังงานฯ ยังอยู่เท่าเดิมที่ 3%

 

“กบง.เมื่อวันที่21 ต.ค.2562 ที่ประชุม กบง. ได้หารือรูปแบบโรงไฟฟ้าชุมชนตามกรอบนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก มีทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. เป็นการลงทุนโดยภาคเอกชน หรือบริษัทลูกของการไฟฟ้าทีมีความพร้อมอยู่แล้ว 2. เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงปลายสาย หรือไฟฟ้าเข้าไม่ถึง โดยอาจจะพิจารณานำเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กองทุนพัฒนาไฟฟ้า หรือรูปแบบ CSR จากภาคเอกชนต่างๆ และ3. เป็นการลงทุนเพื่อนำของเสียมาจัดการให้เป็นประโยชน์เชิงพลังงาน เช่น ขยะ  โดยมอบให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน( พพ.)และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ร่วมกันจัดทำรายรูปแบบรายละเอียดมาเสนอ”

 

นอกจากนี้ ยังมีวาระอื่นๆที่น่าสนใจ เช่น แผนยุทธศาสตร์สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน ที่มีเป้าหมายจะลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ และลดประเภทของน้ำมันลง เหลือน้ำมันพื้นฐาน 2 ประเภทคือ ดีเซลB10 และแก๊สโซฮอล์ 95 อี 20 ซึ่งครั้งนี้ จะเสนอให้มีประกาศใช้แก๊สโซฮอล์ 95 อี 20 เป็นน้ำมันพื้นฐานขกงอลุ่มเบนซิน

รวมทั้ง การนำเข้าก๊าซธรรมเหลวหรือแอลเอ็นจี ในรูปแบบ Spot LNG ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่กบง.ได้รับทราบแนวทางการทดลองนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) แบบ Spot จำนวน 2 ลำเรือ ลำเรือละ 65,000 ตัน และช่วงเวลาการนำเข้าที่เหมาะสมลำแรกประมาณเดือนธันวาคม 2562 และลำที่ 2 ประมาณเดือนเมษายน 2563  รวมทั้งการเสนอแนวทางส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าก๊าซธรรมชาติเหลวในภูมิภาค(LNG Hub)

 

การแก้ไขปัญหาผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)ประเภท ชีวมวล  ตามที่กบง.เคยให้ความเห็นชอบ ที่ให้SPP ชีวมวล สามารถสมัครใจเลือก อยู่ในรูปแบบสัญญาเดิมต่อไปตามเงื่อนไขเดิม หรือให้สามารถเลือกที่จะเปลี่ยนรูปแบบเป็น Feed in Tariff- FiT ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ที่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าของประเทศในภาพรวม รวมทั้งผลกระทบต่อเนื่องที่อาจเกิดขึ้นกับ (SPP ) ชีวมวลแบบ FiT (โครงการ SPP Hybrid Firm) ที่ได้มีการประกาศรับซื้อและดำเนินคัดเลือกเมื่อปี 2560 โดยวิธี Competitive Bidding ควบคู่กันไปด้วยแล้ว

 

การขยายสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ปี (LTM ระยะที่2)  และเพิ่มปริมาณการซื้อขายสูงสุดเป็น 300 เมกะวัตต์ (MW) จากเดิม 100 เมกะวัตต์ ระหว่าง สปป.ลาว ไทย และมาเลเซีย (Lao PDR, Thailand, Malaysia – Power Integration Project : LTM – PIP)ที่เป็นเรื่องสืบเนื่องจากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานครั้งที่ 37 และ การประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง (ASEAN Ministers on Energy Meeting and Associated Meeting : 37th AMEM) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย

 

อีกทั้ง การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ที่มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันโดยมีนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงสร้างราคาให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม กับผู้บริโภค และวาระการเสนอตั้งคณะกรรมการ ESS (Energy Storage System Committee)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.thansettakij.com

อ่านเพิ่มเติมจาก News ข่าวทั่วไทย

แสดงความคิดเห็น
ติดตามข่าวด่วน บทความอสังหาฯ การลงทุนบน Facebook คลิ๊กที่นี่

Recommended


Close