นายกสมาคมบ้านจัดสรรขอคลัง กำชับแบงก์รัฐ ผ่อนปรนปล่อยกู้บ้าน หลังตัวเลขปฎิเสธสูง 30% ด้านศูนย์อสังหาฯรับภาพรวมปีนี้ติดลบ 5-7% วอนขอมาตรการกระตุ้นด่วน หวั่นปีหน้าชะลอตัวต่อเนื่อง

          นายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรเปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวประกอบกับมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อบ้าน(LTV) ส่งผลให้บ้านจัดสรรปีนี้มีอัตราการโอนชะลอลง โดยครึ่งปีแรก มีการโอนเพียงแค่ 1% ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าไม่ขยายตัว สาเหตุหลักมาจากการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน จึงต้องการให้กระทรวงการคลัง กำชับให้สถาบันการเงินของรัฐทั้งธนาคารกรุงไทย ออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ผ่อนปรนการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้มากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ มียอดปฎิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยสูงถึง 30% จากก่อนหน้านี้เพียง 20% เท่านั้น ดังนั้นหากผ่อนคลายเงื่อนไขต่างๆ ได้จะทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

          “สาเหตุหลักๆ มีไม่กี่อย่าง แต่การปฎิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินตอนนี้มันสูงขึ้นมาก ถ้ากระทรวงการคลัง ให้แบงก์รัฐเป็นตัวนำร่องผ่อนปรนการปล่อยสินเชื่อส่วนนี้ จะทำให้ประชาชนที่อยากมีบ้าน ได้สินเชื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวมถ้าเติบโตดี ก็เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ดีอีกทางหนึ่ง เพราะสัดส่วนของจีดีพีส่วนหนึ่งก็มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน”นายวสันต์กล่าว

          อย่างไรก็ตามยอมรับว่า หลังจากนี้อัตราการเปิดตัวโครงการบ้านแนวราบจะปรับตัวลดลง ตามปริมาณความสามารถในการมีที่อยู่อาศัยของประชาชน ดังนั้นจึงเชื่อว่าแม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะชะลอตัวลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณบ้านจัดสรรในตลาดล้นความต้องการ และไม่ทำให้เกิดฟองสบู่สำหรับที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจัดสรรแน่นอน

          ด้านนายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการ ธอส.และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก ที่ปริมาณการซื้อที่อยู่อาศัยลดลง โดยปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ประชาชนกังวลต่อความสามารถในการเป็นหนี้ระยะยาว รวมถึงมาตรการ LTV ที่มีผลกระทบต่อการออมของคนไทยที่มีจำกัด ทำให้ความสามารถในการขอสินเชื่อยากขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อเพื่อการเก็งกำไรหรือต้องการบ้านหลังที่ 2 ที่มีประมาณ 20-30% ในแต่ละช่วง ก็ชะลอการซื้อเช่นกัน

          ทำให้ทั้งปีนี้ ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลง 5-7% จากปกติที่ตลาดในแต่ละปีจะขยายตัวได้ 5% และสามารถขยายตัวได้ถึง 10% เมื่อมีมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ออกมา ดังนั้นจึงต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง โดยเน้นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของประชาชน เพื่อให้มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากมีมาตรการดังกล่าวออกมา จะทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 ขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้

          “ถ้าไม่ทำอะไร ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้า จะติดลบต่อเนื่องประมาณ 5% ซึ่งตัวเลขต่างๆ จะใกล้เคียงกับปี 2560 ฉะนั้นควรออกมาตรการกระตุ้นที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชน เช่น ลดค่าโอน หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ส่วนมาตรการ LTV คิดว่าไม่ควรไปยุ่งอะไร เพราะในระยะยาว เป็นมาตรการที่ดีที่จะทำให้คนมีวินัยการเงินมากขึ้น แต่ในระยะสั้น คนปรับตัวยาก เลยต้องมีมาตรการมาดูแล”นายวิชัย กล่าว

          นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลังระบุว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปพิจารณาในรายละเอียดแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังจะพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยจะดูรอบด้านประกอบกันไป ทั้งผลที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ได้รับผลกระทบอยู่ตอนนี้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้”

ขอบคุณข้อมูลจาก www.thansettakij.com