อาการแพ้ยาถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ การแพ้ยาไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน อาจเกิดขึ้นเมื่อรับยาเป็นครั้งแรก หรือเคยรับยามาก่อนแล้วก็ได้ แล้วจะสังเกตได้อย่างไร และถ้าเกิดอาการแพ้ยาต้องรับมืออย่างไร

     การแพ้ยาเกิดขึ้นได้อย่างไร
     การแพ้ยา เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองที่ผิดปกติเมื่อได้รับยา ไม่ว่าจะเป็นยาทา ยากิน หรือยาฉีดก็ทำให้เกิดการแพ้ยาได้ แต่ความเสี่ยงของการแพ้ยาก็จะมากน้อยต่างกัน เช่น ในยาฉีดจะพบการแพ้ยาได้บ่อยกว่ายากิน นอกจากนี้ ยังพบว่ายาบางกลุ่มก็ทำให้เกิดการแพ้ยาได้บ่อย เช่น ยากันชักบางชนิด ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งนิยมใช้แก้ปวดโดยให้กินหลังอาหารทันที และยาต้านจุลชีพบางกลุ่ม เช่น ยาเพน นิซิลิน ซัลโฟนาไมด์

     อาการแพ้ยาสังเกตได้อย่างไร และควรทำอย่างไร
     การแพ้ยาอาจเกิดขึ้นทันที หรือหลายชั่วโมง หรือหลายวันหลังได้รับยาก็ได้ อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิต อาการที่พบมีหลากหลายที่สังเกตได้ง่าย คือ อาการแสดงทางผิวหนัง เช่น มีผื่นแดง เป็นตุ่มหนอง หรือตุ่มน้ำใสขึ้นที่ผิวหนัง อาจเป็นผื่นลมพิษ มีอาการหน้าบวม ปากบวม หรือตาบวม ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก มีอาการหมดสติ หมดสติจากการที่ความดันต่ำลงก็ได้ หากสงสัยว่ามีอาการแพ้ยา ควรหยุดยาทันทีและนำยาที่สงสัยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

     หากเคยแพ้ยาแล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไร
     เมื่อแพ้ยาควรจดจำชื่อยา รวมถึงอาการแพ้ยาที่เกิดขึ้นให้ได้ หากมีบัตรแพ้ยาก็ควรพกติดตัวไว้เสมอเผื่อในกรณีฉุกเฉิน เมื่อเข้ารับการตรวจรักษาและรับยาควรแจ้งชื่อยาและอาการที่แพ้ หรือแสดงบัตรแพ้ยาต่อแพทย์และเภสัชกรเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพ้ยาซ้ำ นอกจากนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่ทราบชื่อ ยาชุด หรือยาซอง เพราะอาจเป็นยาที่ผู้ป่วยแพ้ หรืออาจเป็นยากลุ่มอื่นที่มีการแพ้ยาข้ามกันได้ สุดท้าย อย่าลืมสังเกตอาการผิดปกติหลังจากการใช้ยาทุกชนิด

     การป้องกันทำได้อย่างไร
     สำหรับการแพ้ยาในครั้งแรกนั้น คงไม่สามารถคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ การป้องกันการแพ้ยาที่ดีที่สุด คือ การใช้ยาเท่าที่จำเป็น ตามข้อบ่งชี้ ตัวอย่างเช่น ในกรณีเป็นหวัด ไม่ควรใช้ยาต้านจุลชีพ หรือยาฆ่าเชื้อ เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังเสี่ยงต่อการแพ้ยาโดยไม่จำเป็นด้วย

SOURCE : ผู้จัดการออนไลน์