ชาลี พูน นักวิเคราะห์จาก คอร์ไซท์ รีเสิร์ช เปิดเผยบนเวทีสัมมนา New Retail Era- What’s New in China and the US ภายในงาน Hong Kong Gifts & Premium Fair 2019  ว่า 10 แนวโน้มมาแรงในแวดวงค้าปลีก ซึ่งมาพร้อมกับนิยาม New Retail ที่เรากล่าวถึงไปแล้วในตอนแรกว่า เป็นการโคจรมาบรรจบกันระหว่างธุรกิจค้าปลีกและนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อดึงจุดเด่นของการค้าออฟไลน์และออนไลน์มาผนวกไว้ด้วยกัน เป็นการเพิ่มประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดและดีที่สุด นอกจาก แนวโน้ม#1 การจัดเต็มเทคโนโลยีสุดบรรเจิดแล้ว อีก 9 เทรนด์ที่เหลือนั้นได้แก่

 

แนวโน้ม#2 Fast Retail เป็นรูปแบบค้าปลีกที่มีความยืดหยุ่นสูง ร้านค้าอาจเป็นพื้นที่เช่าระยะสั้น หรือไปแชร์พื้นที่กับผู้ค้ารายอื่นๆ ตามห้างหรือศูนย์ การค้า รูปแบบของร้านสามารถปรับเปลี่ยนได้ไว ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ชอบความแปลกใหม่ แบรนด์สินค้าที่แจ้งเกิดจากช่องทางออนไลน์ อาจจะมาเปิดร้านออฟไลน์ระยะสั้นๆ แบบนี้เพื่อทำความรู้จักกับลูกค้ามากขึ้น เราจะเห็นได้ว่าศูนย์การค้าหลายแห่ง เริ่มนำรูปแบบใหม่ๆ มาทำให้พื้นที่เกิดกิจกรรมมากขึ้น สร้างสีสันของกิจกรรมในพื้นที่ศูนย์การค้าแตกต่างไปจากที่เคยเป็นมา เทรนด์ดังกล่าวทำให้ระยะเวลาเช่า (ของร้านค้า) ลดลงจากอดีตมาก เช่นใน สหรัฐฯ สัญญาเช่าพื้นที่ลดลงจาก 5-10 ปี เป็น 1-2 ปี หรือในอังกฤษ จากสัญญา 20 ปี (เมื่อปี 1992) ลดลงเหลือไม่ถึง 5 ปีในปัจจุบัน

 

แนวโน้ม#3 ค้าปลีกไร้พรมแดน Boundaryless Retail แนวคิดค้าปลีกของผู้ประกอบการโลกตะวันตก-ตะวันออกจะผสมผสานเข้าด้วยกัน เช่น แนวคิด New Retail ของอาลีบาบา มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในโลกตะวันตก การผนวกรวมธุรกิจการค้าออนไลน์และออฟไลน์ การใช้เทคโนโลยีตลอดทั้งกระบวนการโลจิสติกส์-การกระจายสินค้า การประมวลวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้อง การของลูกค้าให้ได้มากที่สุด การนำ ประสบการณ์ช็อปปิ้งออนไลน์ เช่น วันคนโสด (วันที่ 11 เดือน 11) ของอาลีบาบามาต่อยอดในการค้าปลีกออฟไลน์ เป็นต้น

แนวโน้ม#4 ร้านค้าไร้พนักงาน (Frictionless Retail: Unstaffed Stores) เทคโนโลยีช่วยให้ร้านค้ายุคใหม่สามารถให้บริการลูกค้าได้โดยไม่ต้องมีพนักงานหรือแม้แต่แคชเชียร์ เพราะลูกค้าสามารถทำทุกอย่างได้เองตั้งแต่เดินเข้าจนเดินออกจากร้าน ยกตัวเองในสหรัฐฯ ร้าน อเมซอน โก (Amazon Go) ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนมกราคม 2561 ในเมืองซีแอตเติล เป็นสาขาทดลองสาขาแรก ที่ลูกค้าเพียงใช้แอพพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ แสดงตัวตนก่อนเข้าร้าน จากนั้นสามารถเลือกสินค้าจากชั้นวางเข้าตะกร้า ใช้สมาร์ทโฟนสแกนรหัสสินค้า จากนั้นระบบจะหักเงินในบัญชีโดยอัตโนมัติ ลูกค้าสามารถนำสินค้าออกจากร้านได้เลย จนถึงปลายปี 2562 มีร้านอเมซอน โก แล้ว 7 สาขา และบริษัทมีแผนเปิดให้ครบ 3,000 สาขาภายในปี 2564

 

แนวโน้ม#5 การร่วมมือระหว่างผู้ค้าปลีกและสตาร์ตอัพ จะก่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การพัฒนาระบบดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการดำเนินงาน ผู้ประกอบการรุ่นเก่าจะได้รับความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลจากสตาร์ตอัพ ทำให้มีความมั่นใจและยอมรับเทคโนโลยีมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น เดือนกรกฎาคม 2561 บริษัท อินนิสฟรีฯ แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำของเกาหลีใต้ จับมือกับเว็บไซต์ทีมอลล์ของอาลีบาบา เปิดร้าน(ออฟไลน์) คอนเซ็ปต์ใหม่ในเมืองหังโจว เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีให้ลูกค้าทดลองใช้

 

แนวโน้ม#6 More Responsive Supply Chains เทคโนโลยีจักรกลอัตโนมัติ หุ่นยนต์ในระบบอุตสาหกรรม เอไอ ระบบดิจิตอล ฯลฯ ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในห่วงโซ่การผลิตตลอดทั้งกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั้งหน้าร้านและหลังร้าน การกระจายสินค้า รวมทั้งการผลิตสินค้าตามคำสั่งเฉพาะ (on-demand production) ได้อย่างลื่นไหลไร้รอยสะดุดและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เช่น ระบบ SpeedFactory ที่อาดิดาส นำมาใช้ในการผลิตรองเท้ากีฬารุ่นลิมิเต็ด อิดิชัน หรือรุ่นตามสั่งเฉพาะ และระบบ TMIC ของทีมอลล์ (ในเครืออาลีบาบา) เป็นแพลตฟอร์ม C2B (Customer- to-Business) ที่บริษัทนำมาใช้เพื่อช่วยในการออกแบบและผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะ ตัวอย่างผลลัพธ์ได้แก่ ขนมแท่งรสชาติหมาล่า (เผ็ดจี๊ด) ยี่ห้อสนิคเกอร์ ที่ใช้เวลาในการพัฒนา 1 ปี สามารถทำยอดขายถึง 1.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหลังวางขายในจีนเพียง 8 เดือน เป็นต้น

แนวโน้ม#7 ลูกค้าทันสมัยขึ้นและมีความคาดหวังสูงขึ้นตามไปด้วย (Smarter Expectations) ผู้ค้าปลีกที่ชาญฉลาดจะสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ ทั้งสื่อโซเชียล มีเดีย วิดีโอคลิป โฆษณาออนไลน์ บล็อกเกอร์และวล็อกเกอร์ ซึ่งเป็นผู้นำเทรนด์ นำความคิด หรือที่รู้จักกันในนาม “อินฟลูเอ็นเซอร์” (Influencer) เข้าถึงและสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเป้าหมาย นำไปสู่การเพิ่มยอดขาย เบ๊กกี้ ลี (Becky Li) อินฟลูเอ็นเซอร์คนหนึ่งของจีน เคยทำยอดขายรถมินิคูเปอร์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน 100 คันผ่านแอพพลิเคชัน WeChat ภายในเวลาเพียง 5 นาที!

 

แนวโน้ม#8 บทบาทของเอไอ (ปัญญาประดิษฐ์) สามารถช่วยผู้ค้าปลีกพัฒนาสินค้าและให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น โดยสามารถนำมาใช้ช่วยงานทุกๆด้านตั้งแต่การประมวลวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าและบริการ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายในร้าน การส่งเสริมงานขาย และวิเคราะห์-วางแผน

 

แนวโน้ม#9 เชื่อมโยงใกล้ชิดกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผู้คนยังคงคาดหวังให้แบรนด์สินค้าและผู้ค้าปลีกมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นี่ยังคงเป็นเทรนด์ใหญ่ที่ไม่อาจละเลย กิจกรรมของผู้ค้าเช่นการรับคืนเสื้อผ้าเก่าของบริษัท H&M หรือโครงการนำเสื้อผ้าเก่ามาแลกซื้อชุดใหม่ นับเป็นกิจกรรมตัวอย่างที่สอดคล้องกับกระแสดังกล่าว

 

และสุดท้าย แนวโน้ม#10 ข้อเสนอที่ครอบคลุมและทุกคนมีส่วนร่วม (More Inclusive Offerings) เช่น ผู้ค้าปลีกในวงการแฟชั่นที่ขยายไลน์สินค้าสำหรับสาวร่างใหญ่ เสื้อผ้าแฟชั่นคนพิการ หรือสินค้าแฟชั่นสำหรับผู้สูงวัย เป็นต้น 

(หมายเหตุ : การสัมมนา New Retail Era-What’s New in China and the US เป็นส่วนหนึ่งของงาน Hong Kong Gifts & Premium Fair 2019 ซึ่งจัดขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.thansettakij.com