ค้นหาข่าว

ชี้ช่องจากทีมทูต | "สะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า" โอกาสใหม่เชื่อมการเดินทางการค้า-ลงทุนไทย (ตอนที่ 1)

FONT SIZE:

ตั้งแต่เปิดใช้งานมาเมื่อปี 2561 สะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า (Hong Kong -Zhuhai-Macao Bridge : HZMB) ไม่เพียงแต่จะช่วยให้นักธุรกิจ หรือ ผู้ที่ต้องเดินทางระหว่างเมืองทั้ง 3 สามารถเดินทางได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ยังกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมายให้มานั่งรถชมทัศนียภาพกลางทะเล ข้ามสะพานที่ขึ้นชื่อว่า "ยาวที่สุดในโลก" มีต้นทุนการสร้างที่ "แพงที่สุดในโลก"และผ่านอุโมงค์ใต้นํ้าที่ยาวที่สุดในโลกอีกด้วย บทความของศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ เกาะฮ่องกง ในวันนี้จะนำเสนอข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสะพานดังกล่าวที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทั้งนักธุรกิจและนักเดินทางชาวไทย ซึ่งจะประกอบไปด้วย (1) ความเป็นมาและจุดเด่นของสะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า (2) ความสำคัญของสะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า (3) การเดินทาง และ (4) โอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย


ความเป็นมา-จุดเด่นของสะพาน

ความคิดที่จะสร้างทางเชื่อมต่อระหว่างฮ่องกง มาเก๊า และจีนแผ่นดินใหญ่ ได้มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่ช่วงปี 2526 ก่อนจะมีการพิจารณาและวางแผนกันหลายทศวรรษ จนได้เริ่มก่อสร้างสะพานที่จะเชื่อมต่อฮ่องกง มาเก๊า และเมืองจูไห่ ที่อยู่ทางตอนใต้ของจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อเดือน ธ.ค. 2552 โดยใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 9 ปี จนแล้วเสร็จในเดือน ก.พ. 2561 และเปิดให้สาธารณชนได้ใช้บริการไปตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค. 2561


สะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า มีต้นทุนการสร้างที่ราว ๆ 127,000 ล้านหยวน (หรือประมาณ 591,000 ล้านบาท) แบ่งกันรับผิดชอบโดยรัฐบาลฮ่องกง รัฐบาลมาเก๊า และรัฐบาลมณฑลกวางตุ้ง มูลค่าดังกล่าวทำให้สะพานแห่งนี้กลายเป็นสะพานที่แพงที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน มีตัวเลขประมาณการว่าจำนวนเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ สามารถสร้างหอไอเฟลได้ถึง 60 หอเลยทีเดียว!!

 

 

นอกจากนี้ สะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า ยังได้รับการขนานนามให้เป็นสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลกโดยมีความยาวรวม 55 กิโลเมตร ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ (1) สะพานหลัก (Main Bridge) ยาว 29.6 กม. (2) ทางเชื่อมจากสะพานหลักไปสู่ฮ่องกง (Hong Kong Link Road) ยาว 12 กม. และ (3) ทางเชื่อมจากสะพานหลักไปสู่เมืองจูไห่ (Zhuhai Link Road) ยาว 13.4 กม. ส่วนทางเชื่อมจากสะพานหลักไปสู่มาเก๊า (Macao Link Road) นั้น เป็นเพียงทางสั้น ๆ ที่แยกไปมาเก๊า จึงไม่ได้นับรวมในความยาว 55 กม. ที่กล่าวมาข้างต้น และเนื่องจากน่านนํ้าที่สะพานข้ามผ่านเป็นเส้นทางการคมนาคมของเรือขนส่งสินค้าที่พลุกพล่านมาก สะพานแห่งนี้จึงถูกสร้างให้มีส่วนที่เป็นอุโมงค์ใต้นํ้าเพื่อที่จะช่วยให้เรือขนส่งสินค้าสามารถแล่นผ่านไปได้โดยไม่ต้องมีการเปิด-ปิดสะพาน ซึ่งอุโมงค์ใต้นํ้าดังกล่าวยังถือเป็นอุโมงค์ใต้นํ้าที่ยาวที่สุดในโลก (6.7 กม.) และอยู่ลึกที่สุด (48 เมตรใต้นํ้าทะเล) ในบรรดาอุโมงค์แบบเดียวกันอีกด้วย


ทั้ง 2 ฝั่งของสะพาน มี "เกาะเทียม" ที่สร้างไว้เพื่อเป็นที่ตั้งของด่านสำหรับผ่านเข้าเมืองทั้ง 3 เมือง โดยทางฝั่งฮ่องกง เกาะดังกล่าวจะตั้งอยู่สุดทางของ Hong Kong Link Road และเชื่อมต่อกับเกาะที่เป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติฮ่องกง (Hong Kong International Airport - HKIA) ด่านของฮ่องกง ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเทียมนี้ เรียกว่า Hong Kong Port โดยจะมีทั้งอาคารผู้โดยสาร (Passenger Clearance Building - PCB) ที่มีจุดตรวจคนเข้าเมืองและการศุลกากรสำหรับผู้โดยสารขาเข้า-ออกฮ่องกง ด่านตรวจสำหรับยานพาหนะที่จะผ่านขึ้นสะพาน หรือ เข้าเมืองฮ่องกง (Vehicle Clearance Plazas - VCPs) และท่ารถโดยสารสำหรับขึ้นสะพาน หรือ เข้าเมืองฮ่องกง (Public Transport Interchanges - PTI) ส่วนด่านของเมืองจูไห่ (Zhuhai Port) และด่านของมาเก๊า (Macao Port) จะตั้งอยู่บนเกาะเทียมที่อยู่สุดทางของสะพานหลัก ก่อนจะมีทางแยกไป Zhuhai Link Road และ Macao Link Road ซึ่งนอกจากจะอยู่บนเกาะเดียวกันแล้ว Zhuhai Port และ Macao Port ยังใช้อาคารผู้โดยสารร่วมกันด้วย โดยจุดตรวจคนเข้าเมืองและการศุลกากรของ แต่ละเมืองจะอยู่กันคนละส่วนของอาคารดังกล่าว


ในบทความตอน 2 เตรียมพบกับความสำคัญของสะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊าในเชิงลึก พร้อมอัพเดตข้อมูลกฎระเบียบการเดินทางและการขนส่งสินค้าระหว่างเมือง ซึ่งจะมีทั้งเรื่องของวีซ่า บริการรถประจำทาง รถรับจ้าง และการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่ผู้ประกอบการไทยและนักเดินทางจำเป็นต้องรู้

ขอบคุณข้อมูลจาก www.thansettakij.com

แสดงความคิดเห็น
ติดตามข่าวด่วน บทความอสังหาฯ การลงทุนบน Facebook คลิ๊กที่นี่

Recommended


Close