ค้นหาข่าว

5 โครงการเร่งด่วนอีอีซี ขีดเส้นตายต้องจบภายในเมษายน

ขนาดตัวอักษร:

          ในรอบปี 2561 ที่ผ่านมา การผลักดันนโยบายการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หวังจะให้เป็นชิ้นงานโบแดงของรัฐบาลชุดนี้ ที่เน้นดำเนินงานใน 5 โครงการเร่งด่วนก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา(เอ็มอาร์โอ) โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 6.5 แสนล้านบาท นั้น มีความคืบหน้าเป็นลำดับ ซึ่งการดำเนินงานยังถือว่าอยู่ในระยะเวลาเป้าหมายที่วางไว้ ที่จะต้องได้ผู้ชนะประมูลและลงนามในสัญญาได้ภายในเดือนเมษายน 2562

ไฮสปีดเทรนรู้ผลชนะม.ค.62



          เมื่อมาไล่เลียงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่าโครงการกว่า 2.2 แสนล้านบาท มีความคืบหน้ามากที่สุด ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอของผู้ร่วมเข้าประมูล 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ ที่ประกอบด้วย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และกลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน), China Railway Construction Corporation Limited จากจีน บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)



โดยคาดว่าจะสามารถประกาศผลผู้ชนะประมูลได้ประมาณต้นเดือนมกราคม 2562 และนำเสนอคณะรัฐมนตรี และลงนามในสัญญาร่วมทุนได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562



          ถัดมาเป็นโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา(เอ็มอาร์โอ) มูลค่าโครงการ 10,588 ล้านบาท เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอร์บัสฯ ซึ่งได้ออกทีโออาร์แล้ว และได้ประกาศรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกเอกชน โดยไม่ใช้วิธีการประมูล เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยให้บริษัท แอร์บัสฯ จะส่งเอกสารข้อเสนอกลับมาภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และจะเปิดซองข้อเสนอจากแอร์บัส ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนต่อไป

 

 

2ท่าเรือเปิดรับซองต้นปีหน้า



          ขณะที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเรือ F มูลค่าโครงการราว 8.43 หมื่นล้านบาท มีผู้ซื้อซองข้อเสนอประมูล จำนวน 32 ราย เป็นนักลงทุนไทย 16 ราย จากเนเธอร์แลนด์ 2 ราย จากจีน 3 ราย จากญี่ปุ่น 4 ราย จากฟิลิปปินส์ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ อินเดีย และฮ่องกง ประเทศละ 1 ราย โดยจะเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอการประมูลในวันที่ 14 มกราคม 2562 และจะเปิดซองข้อเสนอได้ในวันที่ 15 มกราคม 2562 และคาดว่าจะสามารถประกาศผู้ชนะการคัดเลือกภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2562



          รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 มูลค่าโครงการราว 4.79 หมื่นล้านบาท มีเอกชนที่ซื้อซองประมูลจำนวน 18 ราย เป็นนักลงทุนไทย 10 ราย เป็นการร่วมทุนของนักลงทุนไทยและจีน 1 ราย นักลงทุนจากจีน 4 ราย จากญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี ประเทศละ 1 ราย ซึ่งจะเปิดรับข้อเสนอจากเอกชนในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 และเปิดข้อเสนอจากผู้ยื่นประมูลในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 คาดว่าจะประกาศผู้ชนะประมูลได้ภายในกลางเดือนเมษายน 2562



อู่ตะเภาได้ผู้ชนะประมูลเม.ย.62



          ส่วนโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่าโครงการราว 2.9 แสนล้านบาท มีเอกชนที่ซื้อซองประมูล จำนวน 42 ราย เป็นนักลงทุนไทย 24 ราย จากฝรั่งเศส 2 ราย จากเยอรมนี 2 ราย จากจีน 6 ราย จากญี่ปุ่น 5 ราย จากมาเลเซีย อินเดียและตุรกี ประเทศละ 1 ราย โดยจะเปิดรับซองข้อเสนอจากเอกชนในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 และเปิดซองข้อเสนอจากผู้ยื่นประมูลในวันที่ 1 มีนาคม 2562 และคาดว่าจะสามารถประกาศผู้ชนะการคัดเลือกภายในกลางเดือนเมษายน 2562



          นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของโครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซีไอ บนเนื้อที่กว่า 3 พันไร่ ในอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ทางบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ทำการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับอีอีซีไอเสร็จแล้ว รวมทั้งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ออกแบบกลุ่มอาคารอีอีซีไอ ระยะที่ 1A เพื่อรองรับนักลงทุนที่จะเข้ามาพัฒนานวัตกรรม ซึ่งทั้ง 2 รายนี้ พร้อมจะจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้าง โดยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในเดือนมกราคม 2562 โดยมีวงเงินก่อสร้างรวมกว่า 4,000 ล้านบาท



อีอีซีดีลงนามสัญญาพ.ค.



          ส่วนโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิตอลหรืออีอีซีดี บนเนื้อที่ราว 709 ไร่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้มีการเปิดรับฟังความเห็นจากนักลงทุนหรือมาร์เก็ต ซาวดิ้ง ครั้งที่ 3 ไปแล้วเมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา เพื่อนำข้อคิดเห็นจากเอกชนไปปรับปรุงในการจัดทำทีโออาร์ ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้ จะเป็นการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนกับภาครัฐ ในการเข้ามาเป็นผู้พัฒนาศูนย์กลางการลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมด้านดิจิตอล คาดว่าจะเปิดขายซองประมูลได้ในช่วงเดือนมกราคม 2562 และเปิดให้ยื่นซองต้นเดือนมีนาคม 2562 คาดว่าจะได้ตัวเอกชนผู้ชนะกลางเดือนเมษายน และจะลงนามสัญญาได้ไม่เกินเดือนพฤษภาคม 2562

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.thansettakij.com

แสดงความคิดเห็น
ติดตามข่าวด่วน บทความอสังหาฯ การลงทุนบน Facebook คลิ๊กที่นี่

Recommended


Close