ค้นหาข่าว

มองโมเดล 4 ประเทศ สร้างมาตรฐานการศึกษาไทย

ขนาดตัวอักษร:

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ "สมศ." เปิดผลการศึกษาโมเดลการประเมินของ 4 ประเทศชั้นนำ ได้แก่ สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์ ซึ่งล้วนมีความแตกต่างตามบริบทของประเทศ แต่สำหรับประเทศไทยสามารถนำแนวคิดดังกล่าวสะท้อนสู่การปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบริบท และการปฏิรูปการศึกษาไทยในอนาคต

โดยการศึกษาดังกล่าว "ดร.คมศร วงษ์รักษา" รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า กรอบการดำเนินงานในการประเมินคุณภาพการศึกษาของทั้ง 4 ประเทศ ล้วนเป็นแนวทางการนำไปสู่มาตรฐานของการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับสากล ที่ครอบคลุมหลาย ๆ มิติไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน การบริหารจัดการของสถานศึกษา และการประเมินคุณภาพการศึกษา จนทำให้ทั้ง 4 ประเทศได้รับความไว้วางใจจากสถานศึกษาทั่วโลก

เพราะการศึกษาดังกล่าวทำให้ทราบถึงบริบท และแนวทางการประเมินที่เข้มข้นและชัดเจน ดังต่อไปนี้

หนึ่ง ญี่ปุ่น

เป็นประเทศที่มีมาตรฐานด้านการศึกษาในระดับสูง โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาอันดับ 2 ของโลก โดยระบบการศึกษาของญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับ 1 ปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ระดับ 2 อาชีวศึกษา โดยมีการประเมินทั้งในระดับสถาบันและระดับหลักสูตร ระดับ 3 อุดมศึกษา

โดยทั้ง 3 ระดับถูกกำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งต้องจัดทำรายงานการประเมินตนเองเสนอต่อกระทรวงศึกษา วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (Ministy of Education, Culture, Sports, Science and Technology หรือ MEXIT) โดยพิจารณาจากเอกสารรายงานของสถานศึกษา และการเข้าตรวจประเมินเพื่อยืนยันผลการประเมินของตนเอง โดยการประเมินคุณภาพภายนอกของญี่ปุ่นด้านการอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา มีอายุการรับรองมาตรฐานระดับสถานศึกษา 7 ปีและการรับรองมาตรฐานระดับหลักสูตรมีอายุการรับรอง 5 ปี

สอง สิงคโปร์

มีคุณภาพการศึกษาอยู่อันดับที่ 3 ของโลกและอันดับ 1 ในอาเซียน โดยรัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยเฉพาะหลักสูตร และระบบการเรียนการสอน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1.ขั้นปฐมวัย มีระบบรับรองมาตรฐาน Singapore Pre-School Accreditation Framework (SPARK) ซึ่งเป็นระบบที่สะท้อนมาตรฐานของหลักสูตร วิธีการสอน สุขภาพ ความสะอาด และความปลอดภัย โดยปัจจุบันมีสถานศึกษาปฐมวัยที่ผ่านการรับรองแล้ว 534 แห่ง ซึ่งการประกันคุณภาพการศึกษาจะรับรองมาตรฐานเพียง 3 ปีเท่านั้น

2.ขั้นพื้นฐาน (ประถมศึกษา-มัธยมศึกษา) โดยใช้ระบบ School Excellence Model (SEM) หรือต้นแบบการประเมินความเป็นเลิศของโรงเรียนในการบริหาร และการจัดการเรียนการสอนแบบองค์รวม ที่นำเอาแบบอย่างมาจากอังกฤษ ซึ่งระบบดังกล่าวมีเกณฑ์การประเมิน 9 ข้อ เช่น ความเป็นผู้นำ, การวางแผนกลยุทธ์, ความสามารถ และคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ เป็นต้น

3.ขั้นอนุปริญญา และสายอาชีพ โดยใช้ระบบ Edu Trust เป็นการรับรองมาตรฐานแบบสมัครใจ ที่ให้การรับรองมาตรฐานโดยสภาการศึกษา ซึ่งสถาบันการศึกษาภาคเอกชนต้องผ่านการรับรองก่อนถึงจะเปิดการเรียนการสอนได้ เพราะถือเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ ให้นักศึกษาได้รับใบรับรองคุณสมบัติที่ถูกต้องก่อนที่จะเข้ามาเรียนในสิงคโปร์

สาม สหรัฐอเมริกา

นับเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ใหญ่ และมีระบบการศึกษาหลากหลายแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐ โดยอยู่ภายใต้ระบบการศึกษาที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เห็นได้จากการประกันคุณภาพการศึกษาอยู่ในอันดับที่ 14 ของโลก ซึ่งขั้นตอนการประเมินของสหรัฐแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ

1.การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการบริหารโรงเรียนแต่ละรัฐจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการเรียนการสอน ภายใต้การดูแลของรัฐบาลแต่ละมลรัฐ หรือที่เรียกว่า Common Core Standards ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาทุกรายวิชาที่นักเรียนควรได้รับ

ในส่วนของโรงเรียนเอกชนจะทำการประเมินคุณภาพจากองค์กรภายนอกซึ่งเป็นองค์กรกลางระดับประเทศเช่นNational Council for Private School Accreditation (NCPSA) โดยการประเมินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือการประเมินระยะยาว และการประเมินหลัก ซึ่งจะเน้นการดูจากผลสัมฤทธิ์การศึกษาในวิชาคณิตศาสตร์และการอ่านของนักเรียน โดยจะทำการประเมินในทุก ๆ 4 ปี

2.อุดมศึกษา โดยการประเมินผลจะพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักศึกษาเป็นหลัก ซึ่งจะประเมินโดยหน่วยงานหรือองค์กรกลางอิสระที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลกลาง โดยประเมินตามบริบทของสถานศึกษา ประกอบด้วยรายงานการประเมินตนเอง การลงพื้นที่ เพื่อหาจุดแข็ง และจุดอ่อนก่อนจะนำไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพของตัวเอง

สี่ นิวซีแลนด์

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการรับรองคุณภาพและเป็นที่ยอมรับ โดยติดอันดับที่ 16 ของโลก ซึ่งระบบการประเมินสามารถแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ

1.ระดับขั้นพื้นฐาน โดยผ่านการประเมินจาก Education Review Office (ERO) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ประเมิน และรายงานมาตรฐานการศึกษาของนักเรียนในโรงเรียนปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา โดยเฉพาะจะตรวจสอบศูนย์พัฒนาเด็กและโรงเรียนเป็นประจำทุก ๆ 3 ปี

2.อุดมศึกษา โดยสำนักงานรับรองคุณวุฒิทางการศึกษา New Zealand Qualifications Authority (NZQA) เป็นหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานและคุณลักษณะของผู้จบการศึกษาทุกระดับ และเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินตนเองในการรักษาและปรับปรุงคุณภาพ

จากการศึกษารูปแบบการประเมินการศึกษาทั้ง4ประเทศนี้"พลเรือตรี วัชระ การุณยวนิช" รองผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการนำมาประยุกต์รูปแบบการประเมินของประเทศชั้นนำด้านการศึกษาที่โดดเด่นมาใช้ปรับปรุงระบบและกระบวนการคุณภาพการศึกษาของไทย

โดยจะดึงโมเดลที่เหมาะสมกับบริบทของไทยในการประเมินคุณภาพการศึกษารอบ4ประจำปี2560 ดังนี้

หนึ่ง ใช้ผู้ประเมินที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับการศึกษานั้น ๆ ยกตัวอย่าง เช่น ผู้ที่จะทำการประเมินในระดับมัธยมศึกษาจะต้องมีความเชี่ยวชาญในระดับมัธยมศึกษาเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมามีการประเมินจากผู้ประเมินที่ไม่สอดคล้องกันกับระดับการศึกษา จึงไม่สามารถให้คำแนะนำที่เป็นรูปธรรมได้

สอง การประเมินโดยใช้ผลเชิงประจักษ์ โดยเน้นการเข้าไปสัมภาษณ์ และสังเกตการณ์กับสถานศึกษาโดยตรง เพื่อจะได้ประเมินให้สอดรับกับผลการรายงานที่ตรงมากยิ่งขึ้น

สาม ประเมินตามความพร้อม และสมัครใจของสถานศึกษา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาจากสถานศึกษาเอกชนในอีกทางหนึ่ง

สี่ ความถี่ในการประเมิน จะมีการปรับความถี่ในการประเมินคุณภาพ โดยสถานศึกษาใดที่ได้รับการประเมินที่ดีเยี่ยมจะได้รับการยืดอายุการรับรองมาตรฐานจาก 5 ปี เป็น 7 ปี ขณะเดียวกันหากสถานศึกษาใดที่ไม่ได้รับรองมาตรฐานอาจจะต้องเฝ้าติดตาม โดยได้รับการประเมินบ่อยครั้งขึ้น รวมถึงช่วงเวลาของการรับรองมาตรฐานสั้นลง

ห้า ผลการติดตาม โดย สมศ.มีความตั้งใจว่าจะมีการติดตามหลังจากได้รับการประเมินในรอบ 4 บ่อยครั้งขึ้น โดยอยู่ในช่วง6 เดือน-1 ปี ของสถานศึกษาว่าได้มีการปรับปรุงหรือไม่ หรือมีปัญหาและอุปสรรคในการปรับปรุงอย่างไร

นอกจากนี้ "ดร.คมศร" ยังกล่าวเสริมว่าหากทุกฝ่ายเข้าใจถึงจุดประสงค์ของการสร้างมาตรฐานการประเมินตรงกัน สมศ.หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากสถานศึกษานำไปปรับปรุงสู่ระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานอย่างประเทศชั้นนำระดับโลก

ทั้งนั้นเพื่อการนำไปสู่ยุคปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างมีศักยภาพที่เข้มแข็งต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
แสดงความคิดเห็น
ติดตามข่าวด่วน บทความอสังหาฯ การลงทุนบน Facebook คลิ๊กที่นี่

Recommended


Close