กลับกลายเป็นธุรกิจที่ "น่าอิจฉา" ยิ่งในปีนี้ สำหรับ "ประกันชีวิต" ที่ผลงาน 4 เดือนแรกของปีนี้เบี้ยรับรวมเติบโตขึ้นถึง 21% คิดเป็นมูลค่าเบี้ยกว่า 171,035 ล้านบาท สวนเทรนด์ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ปีนี้คาดว่าน่าจะขยายตัวได้เพียง 1.8-2% เท่านั้น ยิ่งกว่าการเติบโตของเบี้ยประกันแล้ว "ผลกำไร" ก็ยังเติบโตได้ดีไม่แพ้กัน เพราะทิศทางธุรกิจยังคงสดใสและมีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว เนื่องจากสัดส่วนของคนที่มีประกันชีวิตในไทยก็ถือว่ายังต่ำราว 30% ของประชากรทั้งประเทศ และเบี้ยประกันภัยต่อจีดีพีก็ยังอยู่เพียง 6% เท่านั้น เทียบกับประเทศอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียที่อยู่ในระดับ 7-8% "อำนาจ วงศ์พินิจวโรดม" ผู้ช่วยเลขาธิการสายพัฒนาและวิเคราะห์ระบบการตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บอกว่า นอกจากกำไรที่เติบโตได้ดี ในปัจจุบันแล้ว ในระยะถัดไปก็ยังเห็นเทรนด์ว่า "ประกันชีวิต" ยังมีศักยภาพที่จะ "เร่ง" การเติบโตของกำไรได้เพิ่มขึ้น "ที่ผ่านมาประกันชีวิตลงทุนกันไปพอสมควร ยิ่งถ้าตอนนี้สามารถขยายสเกลการขายได้กว้างขึ้น ต้นทุนเฉลี่ยจะลดลงเรื่อยๆ ทำให้กำไรมีแนวโน้มเติบโตเร็วขึ้นในระยะจากนี้ รวมถึงในระยะยาวก็ยังเห็นภาพว่ากำไรของธุรกิจนี้ยังสดใสมาก" นายอำนาจอธิบาย ขณะที่ "สุรชัย ศิริวัลลภ" ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไทยรีประกันชีวิต (ไทยรีไลฟ์) อธิบายว่า โอกาสทำกำไรที่เติบโตเร็วขึ้นของธุรกิจประกันชีวิต เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการขายในปัจจุบันที่มีช่องทางใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ "แบงก์แอสชัวรันซ์" ที่สร้างเบี้ยได้เร็ว ก้อนใหญ่ และตลาดยังค่อนข้างสด เสมือนเป็นโอกาสทางการตลาดที่ยังมีพื้นที่อีกจำนวนมาก ที่ผ่านมาจึงเห็น "ประกันชีวิตเครือแบงก์" สามารถเติบโตได้เร็วมาก ที่สำคัญช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์นั้น "ต้นทุน" ค่อนข้างต่ำกว่าช่องทางดั้งเดิมผ่าน "ตัวแทน" อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหมายถึง "กำไร" ที่ดีขึ้น และ "อัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์" ก็สูงกว่า 80% ซึ่งนับว่าดีมากสำหรับธุรกิจประกันชีวิต จึงช่วยลดปัญหาลูกค้าเวนคืนกรมธรรม์ที่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้การขายแล้วขาดทุน เช่นเดียวกับช่องทางในกลุ่ม"ขายตรง"ไม่ว่าจะเป็นเทเลมาร์เก็ตติ้ง (การขายผ่านโทรศัพท์) การโฆษณาแล้วลูกค้าโทรศัพท์เข้ามาซื้อ และช่องทางอินเทอร์เน็ตนั้น ลักษณะช่องทางนี้ไม่มี "ตัวกลาง" จึงช่วยประหยัดต้นทุนลงไปได้ โดยในช่วงต้นอาจเติบโตได้ช้า ทั้งต้องลงทุนสูงเรื่องระบบงาน แต่เมื่อ "เครื่องติด" ลูกค้ายอมรับ ไว้เนื้อเชื่อใจแล้ว "ในระยะยาว" ต้นทุนจะยิ่งถูกลง ซึ่งหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง "ช่องทางตัวแทนนั้นก็ยังมีโอกาสอยู่ได้ ตราบใดที่ลูกค้ายังไม่พร้อมจะซื้อตรงกับบริษัทประกันชีวิต เขาก็ยังอยากให้ตัวแทนแนะนำ เพื่อให้มีข้อมูลมากพอสำหรับการตัดสินใจ เพราะตลาดประกันชีวิตไทยยังต่างจากประเทศที่ธุรกิจนี้พัฒนาไปมากแล้ว อย่างสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น ที่ลูกค้าเขามีความรู้และเข้าใจว่าตัวเองอยากซื้ออะไร และเดินไปหาซื้อโดยตรงได้เอง" นายสุรชัยอธิบาย ขณะที่ "สาระ ล่ำซำ" กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทย ประกันชีวิต บอกว่า การทำกำไรของธุรกิจประกันชีวิตที่เติบโตขึ้นนั้น เป็นผลมาจากทั้งการบริหารการรับประกันชีวิตและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพได้เพิ่มขึ้น รวมถึงกำไรจากการลงทุนที่แต่ละบริษัทจะบริหารส่วนประสมในพอร์ตของตัวเองได้สอดคล้องกับสินค้าที่ขายและตรงกับความต้องการของลูกค้าและที่สำคัญต้องทำให้"ล้อ" ไปกับ "ไลฟ์สไตล์" ลูกค้าได้จริงๆ นอกจากนี้ "ทัศนคติ" ของคนไทยที่มีต่อประกันชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เพราะเริ่มหันมามองว่าเป็นช่องทางการเก็บออม หรือหลักประกันให้กับชีวิตมากกว่าจะมองเป็นการใช้จ่าย หรือซื้อสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ที่ "ความไม่แน่นอน" แทรกอยู่ในทุกอณูชีวิต "ค่าใช้จ่ายที่ไม่อยากจ่าย" เช่น ค่ารักษาพยาบาล อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และจะยิ่งแย่ถ้าเจ็บป่วยไปแล้วยังเสียโอกาสหารายได้ไปด้วย ซึ่งโจทย์เหล่านี้ "ประกันชีวิต" คือผลิตภัณฑ์การเงินเพียงแบบเดิียวที่สามารถ "ตอบโจทย์" ได้ครบถ้วน "หลักประกันชีวิต" เป็นเรื่องที่คนไทยเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นไม่แพ้กับความกังวลเรื่อง "สุขภาพ-โรคร้ายแรง-อุบัติเหตุ" ซึ่งเป็น "แรงหนุน" ให้ธุรกิจ "ประกันชีวิต" คือธุรกิจที่ยังคงสดใสไม่หวั่นแรงมรสุมได้ต่อไป ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์