"ทำยังไงได้ ก็ไม่ได้เกิดมาบนกองทอง พ่อแม่พี่น้องทุกคนก็ประชาชนเดินดิน" เสียงเพลงคุ้นหู ที่ปลอบประโลมใจคนชั้นกลางที่เลี้ยงชีพแบบ "มนุษย์เงินเดือน" ไม่สามารถฝันไปได้ไกลมากนัก...แต่วันนี้ มนุษย์เงินเดือนมีสิทธิ์สานฝันให้เป็นจริงได้ โดยไม่ต้องพึ่งมรดก "ประชาชาติธุรกิจ" ขอเสนอ "กลยุทธ์" ในการวางแผนลงทุนแบบออมเงิน ซึ่ง "ทำได้และเห็นผลจริง" เพราะไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง เพียงแต่ต้องมีวินัยออมเงินเฉลี่ยทุกเดือน จะช่วยให้นักลงทุนไปถึง 4 เป้าหมายยอดฮิตในยุคนี้ ซื้อกองทุนก็เที่ยว ตปท.ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านลงทุนอย่าง "สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล" นักวิเคราะห์กองทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) ได้แนะนำนักลงทุนให้เริ่มต้นการ "ออมเงินก่อนใช้จ่ายทุกเดือน" เพียงเดือนละ 1,000 บาท แนะนำให้ "ซื้อสะสม" กองทุนเปิด JUMBO 25 (JB25) ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย ซึ่งมี นโยบายลงทุนในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ 25 บริษัทแรก สาเหตุที่แนะกองทุนนี้เพราะวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต ที่พบว่า "JB25" สามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่น โดยตั้งสมมติฐานว่า หากเริ่มออมเงินเดือนละ 1,000 บาท ตั้งแต่ปี 2551 (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) เป็นเวลาราว 1 ปี ก็สามารถมีเงินสะสมไปเที่ยวเกาหลีใต้ได้ แต่หากสะสมเงินต่อไปประมาณ 3 ปี จะสามารถมีเงินแสนบาทไปเที่ยวยุโรป หรือดาวน์รถยนต์ที่ต้องการได้ หากมีเป้าหมายไปถึงแต่งงาน หรือซื้อบ้าน ก็จะต้องออมอย่างต่อเนื่อง ปล่อยให้เงินทำงานไปเรื่อยๆ ก็จะสานความฝันได้ในที่สุด กรณีที่นักลงทุนมีความสามารถออมเงินสูงถึงเดือนละ 5,000 บาท แนะนำให้เข้าใช้ "โปรแกรมการออมเงินผ่านกองทุน" ของ บล.ฟิลลิป ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกจัดสรรเงินตามความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องการ โดยแบบจำลองที่ทดสอบความสามารถในการสร้างกำไรที่บริษัทจัดทำขึ้นพบว่า ภายใน 5 ปี (2551-2556) นักลงทุนมีโอกาสที่จะสะสมเงินได้ถึงครึ่งล้านบาท เรียกได้ว่าถึงทุกเป้าหมายที่ต้องการอย่างรวดเร็วขึ้น !! "สาเหตุที่เลือกทำแบบจำลองในปี 2551 ที่มีวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ เพราะต้องการบอกว่า การลงทุนมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ไม่ปีใดก็ปีหนึ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่เข้ามาเฉลี่ยกำไรให้ลดลงไปบ้าง แต่ถ้านักลงทุนมีวินัย ลงทุนสม่ำเสมอ สุดท้ายก็จะไปถึงเป้าหมายได้ เพียงแต่ที่ผ่านมา สิ่งที่นักลงทุนทำผิดพลาดมากที่สุดคือ ไม่ออมก่อนใช้ จนทำให้ลงทุนไม่สม่ำเสมอ หรือไม่มีเงินออมเหลือในบัญชีมากพอที่โบรกฯจะตัดมาซื้อกองทุน และบางรายมักถอนเงินลงทุนออกก่อนที่จะถึงเป้าหมาย หลายคนจึงยังก้าวผ่านไปไม่ได้" สานุพงศ์เล่า บริหารโบนัสให้งอกเงย ด้าน "ฉัตรชัย ศิริเทวัญกุล" ผู้จัดการฝ่าย Wealth Research&Design บล.เอเชีย เวลท์ ให้คำแนะนำการลงทุน โดยตั้งสมมติฐานแบบจำลองการลงทุน ด้วยการให้นักลงทุนเริ่มออมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 นี้ หากต้องการ "เที่ยวเกาหลีใต้" ซึ่งประเมินค่าเดินทางทริปนี้ใช้จำนวนเงินราว 30,000 บาท ก็ควรออมเงินเดือนละ 3,000 บาท ผ่านการฝากธนาคารแบบที่ได้ดอกเบี้ยออมทรัพย์พิเศษ 3% โดยใช้เวลาประมาณ 9 เดือน จะทำให้ได้เงินรวม 30,477 บาท ถ้าต้องการหา Pocket Money เพิ่มเติมก็สามารถทำได้ โดยตั้งสมมติฐานให้นำเงินที่ได้รับพิเศษ เช่น ได้โบนัส 100,000 บาท ในช่วงปลายปี 2557 ก็ให้นำส่วนนี้ไปลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2558 อาทิ ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ผลตอบแทน 7-8% ต่อปี ได้รับเงินเพิ่มมาอีก 2,000-3,000 บาท ดังนั้นจะมีทั้งเงินสะสมมา 30,477 บาทสำหรับจองทัวร์ กับอีก 2,000-3,000 บาท เป็น Pocket Money แถมกลับมาก็ยังมีเงินโบนัสที่ลงทุนต่อเนื่องสร้างดอกผลให้อุ่นใจได้ด้วย สำหรับ "การท่องเที่ยวยุโรป" ตั้งงบฯที่ประมาณ 100,000 บาท หากตั้งเป้าหมายสะสมเงินในเวลา 1 ปี เพียงออมทุกเดือนผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยราว 7-8% ต่อปี ออมเดือนละ 8,000 บาท หรือวันละ 266.67 บาท ครบ 12 เดือน ก็จะมีเงินประมาณ 100,000 บาท แผนปั๊มเงิน "ซื้อรถ-แต่งงาน" เช่นเดียวกับการ "หาเงินดาวน์" ราว 100,000 บาท เพื่อผ่อนรถยนต์อีโคคาร์ มูลค่าประมาณ 5 แสนบาท (ต้องใช้เงินดาวน์ 20% ของมูลค่ารถ) ก็สามารถใช้วิธีเดียวกันได้ แต่หากเป้าหมายของนักลงทุนใหญ่กว่านั้นคือ ต้องการออมเงินเพื่อ "การแต่งงาน" โดยทั่วไปงบฯจะอยู่ประมาณ 300,000 บาทนั้น บริษัทได้วางแผนตั้งสมมติฐานว่า น่าจะใช้เวลาสะสมเงินราว 3 ปี ซึ่งแนะนำลงทุนเดือนละ 7,000 บาท ในหุ้นที่ให้ปันผลสูง หรือ Dividend Stock โดยคาดหวังผลตอบแทนได้ถึง 13-15% ต่อปี ก็จะมีเงินตามเป้าหมายได้ และที่สำคัญเพื่อรับขวัญเจ้าสาว แนะนำให้ผู้ที่วางแผนจะแต่งงาน "ทยอยซื้อทองคำ" เก็บไว้อาจจะครั้งละ 1 บาท (ทองคำ) ทุกครั้งที่ราคาตกลงมา เพื่อสะสมทองคำไว้สำหรับมอบให้เจ้าสาวในวันแต่งงานด้วย เลือกรูปแบบการออมตามเป้าหมาย และวงเงินที่สามารถออมได้ แม้เป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ไร้มรดก ก็ทำตามฝันให้เป็นจริงและใช้ชีวิตตามที่ต้องการได้ ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์