'พฤกษา'ลุยลงทุน60โครงการรับอสังหาฯฟื้น เดินหน้าซื้อที่ดินหมื่นล้าน คาดทั้งปีภาพรวมติดลบ5%

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าหลังสถานการณ์การเมืองมีทิศทางดีขึ้น อีกทั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ ส่งผลให้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นเชื่อว่าภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครั้งปีหลังเริ่มฟื้นตัว และกลับสู่ภาวะปกติในไตรมาส4

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (พ.ค.-มิ.ย.) พบว่ายอดโอนและยอดขายอสังหาฯของบริษัทมีแนวโน้มดีขึ้น ทำให้คาดว่าในไตรมาส2 ปีนี้ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ในไตรมาสแรกที่มีรายได้ 8,054 ล้านบาท และมีกำไร 1,063 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรกรายได้น่าจะเติบเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตามจากทิศทางดังกล่าว บริษัทได้ปรับแผนการเปิดโครงการใหม่ ทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยว จากเดิมปีนี้วางแผนเปิดโครงการใหม่ราว 50 โครงการ คาดว่าจะเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 60 โครงการ มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมทั้งเพิ่มงบลงทุนซื้อที่ดินปีนี้กว่า 10,000 ล้านบาท

พร้อมทั้งปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ปีนี้มาอยู่ที่ 41,000-45,000 ล้านบาท จากเดิมคาดการณ์รายได้ 41,000 ล้านบาท และยอดขายทั้งปีอยู่ที่ 45,000 ล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกคาดผลประกอบการทำได้สูงกว่าเป้าราว 10% และทิศทางครึ่งปีหลังจะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก จากกำลังซื้อฟื้นตัวและทั้งปีจะทำตัวเลขได้ตามเป้า

"ภาพรวมของอสังหาทั้งปี คาดว่าจะติดลบ 5% เนื่องจากปัญหาการเมืองตั้งแต่ปลายปี 2556 ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้ปรับลดลงอย่างมาก โดยคาดว่าครึ่งปีแรกตลาดอสังหาติดลบ 10-15%"

นายทองมา กล่าวอีกว่าต้องการให้ คสช. พิจารณาดำเนินการการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคธุรกิจ เช่น การปรับลดค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตทำงาน สำหรับคนต่างชาติที่ปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 15,000-18,000 บาทต่อคน ซึ่งถือว่ามีอัตราสูง โดยเฉพาะแรงงานจากกัมพูชา พม่า และลาว หากค่าใช้จ่ายปรับลดลงจะทำให้แรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนมากขึ้น สำหรับปัญหาแรงงานก่อสร้างชาวกัมพูชา ที่เดินทางกลับประเทศในช่วงนี้ ไม่ถือว่าได้รับผลกระทบมากนัก

นอกจากนี้ในการออกใบอนุญาตประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในโครงการอสังหาเห็นว่าไม่ควรกำหนดขั้นตอนรายละเอียดที่ซับซ้อนเกินไป อีกทั้งควรเร่งพิจารณาอย่างรวดเร็ว โดยหากโครงการไม่ผ่านก็ต้องยื่นขออนุญาตใหม่ โดยยอมรับว่ามีค่าใช้จ่ายสูงต่อการยื่น EIA แต่ละครั้ง ซึ่งสุดท้ายผู้ประกอบการต้องนำมาบวกในราคาขายบ้าน ทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระดังกล่าวเพิ่มขึ้น

ขอบคุณข่าวจาก :: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 23 มิถุนายน 2557