ค้นหาข่าว

สตาร์ทอัพ Checklist แบบทดสอบที่ใช้คาดการณ์ว่ากิจการของคุณจะ พุ่งแรง หรือ ดับเร็ว

IG google plus
FONT SIZE:

ถ้าได้ติดตามข่าวสารวงการ สตาร์ทอัพ เราจะได้เห็นพาดหัวข่าวโตตัวประกาศก้องว่าสตาร์ทอัพหน้าใหม่ระดมทุนจากนักลงทุนได้สำเร็จ และเมื่ออ่านลึกลงรายละเอียดจะพบว่าบางทีมมีแค่ไอเดียหรืออยู่ในขั้นเริ่มทดสอบไอเดียเท่านั้นเองแต่กลับระดมทุนได้จำนวนมหาศาลหลักล้านหลักสิบล้าน ข่าวต่างๆกระตุ้นความสงสัยว่าอะไรทำให้นักลงทุนกล้าทุ่มเงินกับสตาร์ทอัพกลุ่มนี้ และที่สำคัญพวกเขาใช้หลักเกณฑ์อะไรคาดการณ์ว่าสตาร์ทอัพใดจะรุ่งทำเงินมหาศาลหรือจะล่วงหายจากสารระบบ ลองมาดู CheckList ที่นักลงทุนใช้และลองเช็คดูว่าไอเดียสตาร์ทอัพของเรากำลังจะพุ่งแรงหรือดับเร็วกันแน่

1. Market สตาร์ทอัพจะมีกำไรได้จากลูกค้า เพราะฉะนั้นคำถามแรกที่ต้องตอบตัวเองให้ได้คือ ลูกค้าของเราคือใคร? ใครจะยอมเสียเงินให้กับเรา? ใครจะใช้สินค้าหรือบริการของเรา? เมื่อเราเจอคำตอบแล้วว่ากลุ่มลูกค้าของเราคือใคร เราต้องวิเคราะห์ต่อไปอีกขั้นหนึ่งว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีจำนวนมากพอหรือไม่? เพราะบางครั้งหากเลือกตลาดที่เฉพาะกลุ่มจนเกินไปจะทำให้สตาร์อัพเติบโตยาก เมื่อวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเสร็จเราก็ต้องวิเคราะห์คู่แข่งในตลาดโดยมองให้รอบด้านทั้งคู่แข่งทางตรงและคู่แข่งทางอ้อม หากสตาร์ทอัพหาคู่แข่งไม่เจออย่างหลงดีใจ แต่ให้ถามตัวเองด้วยคำถาม 2 ข้อ ได้แก่วิเคราะห์คู่แข่งทางอ้อมแล้วหรือยัง? และตลาดอาจไม่คุ้มค่าพอสำหรับการลงทุนหรือเปล่า? ต่อจากนั้นเมื่อวิเคราะห์คู่แข่งจนลึกซึ้งก็ถึงขั้นตอนสุดท้ายซึ่งทุกสตาร์ทอัพต้องตั้งเป้าหมายว่าอยากได้ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) เท่าไหร่? โดยตัวส่วนแบ่งการตลาดอาจตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนเงินหรือจำนวนคนก็ได้


2. Idea สตาร์ทอัพที่มีไอเดียแปลกใหม่เป็นเรื่องดี แต่ความแปลกไม่ได้การันตีว่าสตาร์ทอัพจะประสบความสำเร็จ เพราะไอเดียที่แปลกจะไม่มีความหมายถ้าช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นสตาร์อัพที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จสูงคือสตาร์ทอัพที่มีไอเดียแปลกใหม่และไอเดียนั้นแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้ได้

3. Business Model เงินคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้สตาร์ทอัพอยู่รอดและเติบโต ดังนั้นหัวใจสำคัญของการทำสตาร์ทอัพคือแผนการหาเงิน ในโลกของสตาร์ทอัพสินค้าและบริการชนิดเดียวกันอาจใช้วิธีหาเงินไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น สตาร์ทอัพที่ทำคอมมูนิตี้เว็บไซต์นั้นมีโมเดลการหาเงินหลายแบบ ทั้งจากการขายโฆษณา การขายคอร์สอบรม การจัดแคมเปญ หรือการขายข้อมูลสมาชิก การจะฟันธงเลือกใช้โมเดลไหนก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละสตาร์ทอัพ หรือในบางครั้งตอนเริ่มแรกอาจเลือกหาเงินด้วยโมเดลหนึ่งแต่เมื่อดำเนินธุรกิจไปเรื่อยๆก็เริ่มมองเห็นช่องทางหาเงินมากขึ้นก็อาจเกิดโมเดลการหาเงินใหม่เพิ่มขึ้นก็เป็นได้

4. Unfair Advantage คือจุดแข็งที่ธุรกิจเรามีแต่ธุรกิจอื่นไม่มี Unfair Advantage ของเราอาจเป็นรู้ข้อมูลเชิงลึกโดยข้อมูลนี้คู่แข่งไม่มีทางรู้ หรือมีพาร์ทเนอร์ที่ควบคุมช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นต้น ซึ่งการมีจุดแข็งที่ได้เปรียบคู่แข่งจะทำให้เราเติบโตเร็วและเป็นที่หนึ่งของตลาดได้ง่ายรวมถึงกีดกันให้คู่แข่งรายอื่นเข้าตลาดได้ยาก เช่น Agoda มีจุดได้เปรียบคือ โรงแรมทุกแห่งที่ลงขายที่ Agoda จะต้องเซ็นต์สัญญากับ Agoda ว่าจะขายให้ Agoda ในราคาตำ่ที่สุด หรือ Grabtaxi จะไม่ให้แท๊กซี่ในเครือข่ายเข้าร่วมกับสตาร์ทอัพที่อื่น


5. Team จากการเปิดเผยข้อมูลจาก First Round Capital บริษัทที่ลงทุนได้สตาร์ทอัพพบว่า สตาร์ทอัพที่มีผู้ก่อตั้ง 2 คนขึ้นไปมีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากกว่าสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งคนเดียวถึง 163 เปอร์เซนต์ และนอกจากจำนวนผู้ก่อตั้งจะมีผลต่อความสำเร็จแล้ว คุณสมบัติของคนในทีมก็ส่งผลต่อการเติบโตของสตาร์อัพเช่นกัน โดยสตาร์ทอัพที่ประกอบด้วยทีมงานหลากหลายความถนัดและมีความเชื่อเป็นแรงขับเคลื่อนจะส่งแรงให้สตาร์อัพเติบโตเร็ว

6. Time หากใครเคยฟัง Ted Talk ชื่อ the single biggest reason why startups succeed. ที่ Bill Gross พูด จะเข้าใจความสำคัญของคำว่าเวลาอย่างกระจ่าง โดย Bill Gross ได้ทำงานวิจัยหาเหตุผลว่าทำไมสตาร์ทอัพถึงประสบความสำเร็จ โดยเขาพบว่ามี 5 ปัจจัยด้วยกันที่ส่งผลต่อความสำเร็จของสตาร์อัพได้แก่ ไอเดีย, ทีม, โมเดลธุรกิจ, เงินตั้งต้น และเวลา แต่เมื่อเขาเปรียบเทียบสตาร์ทอัพ 100 แห่งที่รุ่งและสตาร์ทอัพ 100 แห่งที่ร่วง เขาพบว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดนั้นคือเวลา หากจะยกตัวอย่างของ Z.com กับ Youtube จะเห็นภาพความสำคัญของเวลามากขึ้น Z.com เป็นพื้นที่ให้คนอัพโหลดและดูคลิปวีดีโอออนไลน์ โดย Z.com ไอเดียธุรกิจดี มีทีมงานคุณภาพ ระดมทุนได้ แต่ช่วงนั้นอินเตอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศสหรัฐอเมริกา Z.com จึงล่วงดับไป อีก 2 ปีถัดมา Youtube ได้ก่อตั้งขึ้นในช่วงเวลาที่ครอบครัวอเมริกันส่วนมากมีอินเตอร์เน็ตบ้านใช้ และอย่างที่เรารู้กันดีว่า Youtube ประสบความสำเร็จระดับโลก

Checklist 6 ข้อเปรียบเสมือนการเช็คพื้นฐานความแข็งแรงของ สตาร์ทอัพ แรกเริ่ม เพราะหากพื้นฐานมั่นคงแล้วย่อมมีโอกาสจะรุ่งเรืองและเติบโต ในทางกลับกันหากพื้นฐานไม่แข็งแรงเมื่อต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆก็ย่อมล้มลงเป็นธรรมดา

Writer: methawee thatsanasateankit ขอบคุณรูปภาพจาก www.theocmx.com และ linkedin.com

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก :

แสดงความคิดเห็น
ติดตามข่าวด่วน บทความอสังหาฯ การลงทุนบน Facebook คลิ๊กที่นี่

Recommended


Close