ดูเหมือนว่าโควิด-19 จะยังอยู่กับเราและโลกใบนี้มาระยะหนึ่งแล้ว แม้ว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี แต่การที่จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 31 ล้านคนแล้ว อีกทั้งในหลายประเทศยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดรอบที่ 2 ซึ่งแม้ว่าเราจะเริ่มได้ยินข่าวความคืบหน้าในเรื่องของการพัฒนาวัคซีนจากหลายๆ แหล่ง แต่กว่าจะผลิตวัคซีนที่มีคุณภาพดีและมีจำนวนมากเพื่อรองรับประชากรทั่วโลกยังต้องใช้เวลา ทำให้เชื่อได้ว่าภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวให้กลับไปเหมือนก่อนเกิดโควิด-19 โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) คาดการณ์ว่าจำนวนผู้เดินทางจะกลับมาปกติเหมือนก่อนโควิด-19 ได้ภายในปี 2566 หรืออีก 3 ปี[1]

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก

ที่มา: Worldometer

หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 20 กันยายน 2563

ด้วยความพยายามในการปรับตัวของภาคธุรกิจและแนวทางผ่อนปรนของภาครัฐ ทำให้มีการพูดถึงภูเก็ตโมเดล หรือการออกวีซ่าพิเศษที่เรียกว่า Special Tourist VISA (STV) สำหรับผู้ที่มาพำนักระยะยาว (long stay) ในประเทศไทย แต่จำนวนของผู้ที่จะเข้ามายังไม่น่ามีมากเท่ากับนักท่องเที่ยวที่หายไป โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (กทท.) คาดการณ์ว่าปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 7 – 8 ล้านคน1 ซึ่งลดลงอย่างมากเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งมีนักท่องเที่ยว 39.7 ล้านคน ทำให้ทั้งโรงแรมและรีสอร์ท รวมถึงกองทุนรวมและทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนในทรัพย์สินกลุ่มนี้จะยังไม่ฟื้นตัวได้รวดเร็ว

            ทั้งโรงแรมและกองทุนรวมและทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ (Property Fund & REIT) ซึ่งลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ต ก็พยายามปรับตัวจากผลกระทบของโควิด-19 โดย

  • ปรับโรงแรมเพื่อเข้าร่วมเป็นสถานที่กักตัวทางเลือก (Alternative State Quarantine : ASQ) สำหรับผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยและต้องกักตัว 14 วัน เช่น โรงแรม Grande Centerpoint Hotel Sukhumvit 55, Grande Centre Point Hotel Terminal21 ของกอง LHHOTEL เป็นต้น
  • ใช้โปรโมชั่นต่างๆ เพื่อจูงใจให้มีผู้มาใช้บริการมากขึ้นเช่น พัก 2 คืนแถมฟรี 1 คืน, จัดโปรโมชั่นรับประทานอาหารในโรงแรมแถมฟรีห้องพัก

ตัวอย่างโปรโมชั่นโรงแรม ในช่วงโควิด-19

            ที่มา: KTC

  • เข้าร่วมโครงการไทยเที่ยวด้วยกัน ซึ่งภาครัฐจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายค่าที่พัก 40%, คูปองอาหาร/ท่องเที่ยว และค่าตั๋วเครื่องบิน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยให้มาใช้บริการ
  • ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการโรงแรม หรือปิดโรงแรมชั่วคราว

แม้กระนั้นแนวทางการปรับตัวดังกล่าวก็ไม่สามารถสร้างกำไรได้ในระดับเดิม เพียงแค่ช่วยให้มีรายได้ประคองค่าใช้จ่ายเท่านั้น เนื่องจากโรงแรมในยามปกติต้องมีอัตราผู้เข้าพัก (Occupancy Rate) ประมาณ 30 – 40% เพื่อให้มีรายได้เพียงพอค่าใช้จ่ายในช่วงที่คนต่างชาติเดินทางเข้ามาไม่ได้ ทั้งนี้การพึ่งพาการท่องเที่ยวในประเทศก็ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจมีปัญหาทำให้คนประหยัดค่าใช้จ่าย หรือแม้แต่คนที่มีกำลังซื้อก็นิยมเดินทางเที่ยวโดยรถยนต์ โดยท่องเที่ยวไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มาก เช่น พัทยา, หัวหิน, เขาใหญ่ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่, ภูเก็ต, สมุย หรือแม้แต่กรุงเทพฯ เองได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวคนไทยน้อย

ทั้งนี้กองทุนรวมและทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรม ซึ่งมักจะมีผู้เช่าทำการเช่าเหมาโรงแรม และจ่ายค่าเช่าให้กับกองในรูปแบบค่าเช่าคงที่ (Fixed Rent) และ/หรือลอยตัว (Variable Rent) ซึ่งในช่วงโควิด-19 กองโรงแรมมีแนวโน้มจะไม่ได้ค่าเช่าลอยตัว เพราะเป็นรายได้ส่วนที่แปรผันตามจำนวนผู้ใช้โรงแรม

ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ในความเป็นจริง ผู้เช่าของกองโดยมากอาจมีรายได้ไม่พอจ่ายแม้แต่ค่าเช่าคงที่ โดยหลายๆ กองจะตกลงกับผู้เช่า ให้สามารถเลื่อนชำระค่าเช่าคงที่ได้ นำเงินมัดจำการเช่ามาหักกับค่าเช่าค้าง หรือบางกองอาจดำเนินการขออนุมัติกับผู้ถือหน่วยในการขอลด/งดชำระค่าเช่า อีกทั้งหากกองมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถลดได้ อาจต้องถือเงินสดเพื่อรักษาสภาพคล่องไว้ กล่าวคือ ในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ยังมีความไม่แน่นอนสูง มีแนวโน้มที่กองทุนรวมและทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมอาจไม่จ่ายประโยชน์ตอบแทนไปก่อน แต่ด้วยศักยภาพของภาคท่องเที่ยวและชื่อเสียงด้านสาธารณสุขของไทย ธุรกิจและกองโรงแรมน่าจะกลับมาเติบโตได้มีในระยะยาว

[1] ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ เรื่องโควิดทุบอุตสาหกรรม “การบิน-ท่องเที่ยว” ทรุดหนักถึงปี’66, วันที่ 13 กันยายน 2563